
“ชิงเต่า” ชื่อนี้ใครได้ยินก็คงนึกถึงเบียร์ Tsingtao ที่โด่งดังไปทั่วโลก เมืองที่มีสถาปัตยกรรมสไตล์ยุโรปเยอรมันสีแสด เคียงคู่กับทะเลสีคราม และแมกไม้สีเขียว นอกจากบรรยากาศเมืองเก่าสุด vintage แล้ว ยังมีโซนตึกสูงย่านธุรกิจสมัยใหม่ CBD ที่เปิดไฟสวยยามค่ำคืน จนได้ชื่อว่าเป็นโซนตึก Cyberpunk กินอาณาเขตยาวจนมองเห็นได้จากที่ไกลๆ เรียกได้ว่ามีทั้งฟีล Vintage และ Futuristic ในเมืองเดียว
ชิงเต่าในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมมีฝนตกปรอยๆ สลับกับแดดจ้าและเมฆครึ้ม อากาศเดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาว ขึ้นๆ ลงๆ เนื่องจากเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างฤดูใบไม้ผลิไปยังฤดูร้อน เดือนนี้เป็นเดือนที่มีกุหลาบบาน หอมฟุ้งทั่วเมือง บรรยากาศชวนให้จินตนาการว่ากำลังเดินอยู่ในเมืองจาก animation บางเรื่อง ของ Studio Ghibli เลยทีเดียว
หากเปรียบชิงเต่าเป็นคน ในความเห็นของเรา คิดว่าน่าจะดูเป็นลูกครึ่งจีน-เยอรมัน ที่พูดภาษาจีน มีอัธยาศัยดี แต่งตัว vintage แต่มีความ high-tech ถือ gadget เต็มมือ และมีแก้วเบียร์อยู่ในมือเสมอๆ

ชิงเต่าเป็นเมืองท่าสำคัญที่ตั้งอยู่ในมณฑลซานตง ในอดีต สมัยราชวงศ์ถัง-ซ่ง ถือว่าเป็นเมืองสำคัญของเส้นทางสายไหมทางทะเลเลยทีเดียว (สมัยนั้นยังไม่ได้ชื่อ ชิงเต่า) เมื่อราวๆ 100 ปีที่แล้ว ชิงเต่าเคยถูกปกครองโดยรัฐบาลเยอรมัน เป็นเวลากว่า 16 ปี โดยทางเยอรมันได้ขนทุกเทคโนโลยีมาแทบจะทุกชนิดเพื่อสร้างเมืองนี้ แบบตั้งใจจะอยู่ยาวๆ ถึง 99 ปี ทำให้ สถาปัตยกรรม และ ผังเมือง ทั้งหมด ดูเป็นฟีลเยอรมันมากๆ

หลังจากจบสงครามโลกครั้งที่ 1 ด้วยเกมส์การเมืองของญี่ปุ่นในยุคนั้น (ค.ศ.1914) เมืองชิงเต่าก็ถูกญี่ปุ่นเข้ามาปกครองต่ออีก 2 ครั้ง ก่อนที่จะกลับมาเป็นของประเทศจีนในเวลาต่อมา ชิงเต่าเลยมีเป็นความเป็นลูกผสม ทั้งเยอรมัน, ญี่ปุ่น และ จีน
ในทริปนี้ พวกเราเดินทางไปชิงเต่า โดยต่อเครื่องที่เซี่ยเหมิน และนั่งเครื่องต่อมาถึงชิงเต่า Qingdao Jiaodong International Airport ในเวลา 23.55 น.
สำหรับรายละเอียด รีวิว การต่อเครื่องที่เซี่ยเหมิน ทั้งขาไป / ขากลับ แชร์ประสบการณ์ออกไปแวะเที่ยวเซี่ยเหมิน
ระหว่างต่อเครื่อง เราจะเขียน blog แยกไว้ทีหลัง




เนื่องจากรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT ของเมืองชิงเต่า ปิดตอนเวลาประมาณ 22.30น. อีกทั้งการเดินทางไปย่านเมืองเก่าจากท่าอากาศยานชิงเต่า ใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมง พวกเราเลยเลือกที่จะพักโรงแรมใกล้สนามบินแทน ซึ่งมีข้อดีคือ ราคาถูกกว่าย่านเมืองเก่ามาก และส่วนมากจะมีรถ รับ-ส่ง จากสนามบินฟรี
หลังจากรับกระเป๋าสัมภาระเรียบร้อย พวกเราก็ติดต่อไปยัง Wechat ของโรงแรม Qingdao Le Shang Tu ที่เราจองไว้ เขาก็นัดแนะให้ขึ้นไปรอรถที่จะส่งมารับที่ชั้น Departure โซนถนนด้านนอกหน้าสนามบิน ใช้เวลาเดินทางประมาณ 10 นาทีจากสนามบินมาถึงโรงแรม สำหรับคนมาถึงไฟลท์ดึกก็เป็นตัวเลือกที่สะดวกดี




บรรยากาศโรงแรม และห้องพัก Qingdao Le Shang Tu Hotel
Day1:
เช้านี้ โรงแรมจองคิวรถเพื่อไปส่งเราขึ้น MRT ในเวลา 9 โมงเช้า พวกเราซึ่งได้นอนกันไม่กี่ชั่วโมง ก็ตื่นเช้ามากินอาหารกึ่งสำเร็จรูป แบบเติมน้ำร้อนแล้วพร้อมทานได้ มันจะอุ่นให้เอง เป็นข้าวเช้า แบบ เร็วๆ แล้วเตรียมตัวเช็คเอาท์ เพื่อมารอขึ้นรถ


โดยเราจะนั่ง MRT จากท่าอากาศยานชิงเต่า เข้าเมือง ใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมง โดยจุดหมายคือ สถานีรถไฟชิงเต่า ซึ่งอยู่ติดกับย่านเมืองเก่า

รถรับส่งของทางโรงแรม มาส่งที่ท่าอากาศยานชิงเต่า เพื่อให้เราไปขึ้น MRT ที่ชั้นล่าง




จากตรงนี้ก็สามารถซื้อตั๋ว MRT จากตู้ขายตั๋วได้เลย มีหน้าจอภาษาอังกฤษ จ่ายด้วย Alipay ได้






รถไฟใต้ดินที่ชิงเต่า ค่อนข้างครอบคลุมทั่วทั้งเมืองและสะดวกมากๆ เริ่มต้นที่ 2 RMB ในขบวนรถไฟ แบ่งเป็น โซนแอร์แรง และโซนแอร์เบา
จากท่าอากาศยานชิงเต่าจะเข้าเมืองเก่า ต้องนั่ง MRT สายสีชมพู ไปเปลี่ยนเป็นสายสีเหลืองที่สถานีรถไฟชิงเต่าเหนือ แล้วนั่งต่อไปสถานีรถไฟชิงเต่า



ออกจากสถานีรถไฟใต้ดินมาแล้วก็พบกับสถาปัตยกรรมสไตล์เยอรมันเลย พวกเราลากกระเป๋า เดินเลาะสถานีรถไฟเพื่อไปเช็คอินที่โรงแรมกันก่อน

สำหรับโรงแรมที่เราเลือกพักในทริปนี้ คือ HanTing Hotel (Qingdao Zhanqiao Railway Station West Square) เป็นสาขาที่อยู่ใกล้ๆ กับสถานีรถไฟชิงเต่า และย่านเมืองเก่า เป็นโซนที่เหมาะสำหรับใครที่วางแผน จะเดินทางไปเมืองใกล้เคียงอย่าง เว่ยไห่ หรือ เยียนไถ เป็นตัวเลือกที่สะดวกในการเที่ยวหลายเมืองในทริปเดียว

ซึ่งโรงแรม Hanting ในชิงเต่าจะมีหลายสาขา สาขานี้ใกล้ สถานีรถไฟ แบบอยู่หน้าสถานีเลย ราคาคืนละ 1,500 บาท รวมอาหารเช้า




ห้องสะอาด เตียงนอนสบาย มีเครื่องซักผ้า อบผ้า ให้ใช้ฟรี ข้อเสียมีเรื่องเดียว คือ บางทีจะได้กลิ่นบุหรี่จากท่อดูดอากาศในห้องน้ำ แม้ว่าที่นี่จะเป็นโรงแรมปลอดบุหรี่ แต่เรื่องบุหรี่สำหรับที่จีนเนี่ย ห้ามกันยากจริงๆ คนมาพักบางทีก็แอบสูบในห้องน้ำ เพราะมันไม่มีเครื่องตรวจควัน หวังว่าในอนาคตน่าจะแก้ไขได้

วางกระเป๋าเรียบร้อย ก็ไปหาอะไรกินกัน ร้านนี้เดินไม่ไกลจากสถานีรถไฟชิงเต่า และใกล้กับโซนริมทะเลที่คนมักจะมาเดินเล่นกัน




ร้าน Daqiu Dapao เป็นร้านอาหารเช้าสไตล์ซานตง พวกเราสั่ง ซาลาเปา 2 ลูก และ โจ๊กข้าวโพด โดยจะเป็นซาลาเปาไส้สาหร่าย กับ ซี่โครงหมู ที่มีรสชาติของทะเลที่ชัดมากๆ ส่วนโจ๊กข้าวโพด จะเป็นข้าวโพดต้มที่ปั่นรวมกับถั่วลิสง และใส่สาหร่ายเข้าไปด้วย ทุกโต๊ะ จะทานซาลาเปากับโจ๊กข้าวโพดคู่กันแบบนี้กันหมดเลย
Xīlíng Xiá Rd.








เดินจากร้านอาหารเช้าไปทาง ทางเดินเลียบทะเล เป็นถนนที่ชื่อ Xīlíng Xiá เป็นถนนที่มี ต้นสนมังกร ปลูกเรียงราย ตลอดทาง นักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายรูปกับต้นสนมังกร ที่ด้านหลังเป็นทะเล ที่ซอย 1 (Xilingxia 1st rd.)

ระหว่างทางก็จะเห็นคนมาตกปลา มาเดินเล่น มาตั้งร้านขายของ ตลอดทาง


Xilingxia 1st rd. เวอร์ชันลบคนออก ในความเป็นจริงของบ่ายวันอาทิตย์คือ นักท่องเที่ยว และตากล้อง เพียบ เวลารถเมล์มาก็หลบกันที แล้วทุกคนก็กลับมาตั้งจุดถ่ายรูปกันใหม่ จุดที่เขานิยมถ่ายกันคือตรงปากซอยที่อยู่ใกล้ทะเล แล้วถ่ายให้เห็นต้นสนเป็น foreground แต่คนเยอะมาก ไปสู้รบแย่งมุมไม่ไหวจริงๆ เลยมาถ่ายตรงนี้แทน




Zhanshan Temple
ทุกทริปของ Walkventurer ช่วงวันแรก เรามักจะเริ่มด้วยการไปไหว้พระขอพร เอาฤกษ์เอาชัยเสมอ อารมณ์แบบว่าไปแนะนำตัวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ดูแลท้องถิ่นนั้นๆ และไปขอพรให้ทุกอย่างราบรื่น จุดหมายต่อไป เราจะเรียก Didi ไปยังวัด Zhanshan กัน

วัด Zhanshan วัดพุทธที่สำคัญและใหญ่ที่สุดในชิงเต่า มีอายุเกือบ 100 ปี และยังเป็นที่ตั้งของสมาคมพุทธศาสนาของที่ชิงเต่า ตั้งอยู่ติดกับสวนพฤกษศาสตร์ชิงเต่าที่ด้านบนมีสถานีกระเช้าลอยฟ้า ค่าเข้าชมอยู่ที่คนละ 10 RMB ด้านหลังวัดคือเขาจ้านซาน ด้านหน้าคือทะเลเหลือง ฮวงจุ้ยดีสุดๆ




ที่หน้าทางเข้าวัด จะมีสระขนาดใหญ่ มีปลาและเต่ามากมาย นักท่องเที่ยวสามารถให้อาหารปลาที่นี่ได้

ภายในวัดกว้างขวางมาก มีต้นไม้ร่มรื่น บรรยากาศดี สงบร่มเย็น หอวิหารหลัก ประกอบด้วย วิหารท้าวจตุโลกบาล, วิหารพระมหาวีระ และหอไตรฯ ฝั่งขวาของตัววัด มีเจดีย์พระไภสัษชยคุรุ เป็นเจดีย์ 8 เหลี่ยม สูง 7 ชั้น
เข้าวัดมาแล้วเค้าจะแจก ธูป คนละ 3 ดอก สำหรับไหว้ที่ตรงลานทำพิธีหน้าวัด ที่วัดนี้จะมี พระกษิติครรภ์, พระพุทธเจ้า 3 พระองค์, พระศรีอาริย์, พระอวโลกิเตศวร, พระมหาวีระ และพระสงฆ์ที่มีความสำคัญในประวัติศาสตร์ในย่านนี้ ตลอดจนเกี่ยวข้องกับวัดนี้ ให้สักการะ









ถัดมาใกล้ๆ จะมีโรงทาน เป็นซุ้มแจก ชาขาว และ ขนมไว้กินคู่กัน ถ้ามาถูกเวลาจะมีอาหารเจด้วย


แมวเจ้าถิ่น ประจำวัด

วันที่เรามาตรงกับวันวิสาขบูชาของจีนพอดี เป็นความรู้สึกที่แปลกดี พุทธศาสนิกชนจำนวนมากต่อคิวร่วมพิธีวันวิสาขบูชาอยู่ที่วิหารด้านในสุดของวัด พวกเราไม่ได้ไปร่วมกับเค้าเพราะแถวยาวมากๆ เดี๋ยวเวลาจะไม่พอ คิดว่าน่าจะเป็นพิธีสรงน้ำพระ และสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์









ไหว้พระแล้วแดดออกพอดี พวกเราเดินจนทั่ว แวะตีระฆังที่หอระฆัง แล้วเดินไปฝั่งเจดีย์พระไภษัชยคุรุ หรือ พระพุทธเจ้าแห่งการแพทย์และโอสถ ร่วมเดินเวียนเทียนรอบเจดีย์เพื่อขอพรในเรื่องสุขภาพไปกับคนท้องถิ่นเค้าด้วย




St. Michael’s Cathedral
พวกเรานั่ง Didi ไปกันต่อ ไปยังหนึ่งในสัญลักษณ์ของเมืองชิงเต่า มหาวิหาร St.Michael ที่ตั้งอยู่ในโซนเมืองเก่า

หน้าโบสถ์มีตรอกเล็กๆ ที่เป็นตลาด ดูจากการตกแต่งแล้วน่าจะเป็นตลาดคริสมาสต์ (ที่อยู่ยาวๆ ตลอดปี) ขายของที่ระลึกกระจุกกระจิก และเครื่องดื่ม, ขนม ต่างๆ (แน่นอนว่ามีเบียร์ด้วย)




ลานกว้างๆ หน้าโบสถ์ เป็นจุดที่คนจะมาถ่ายรูปกัน บ้างก็มีพรีเวดดิ้ง





ต่อไป ก็เข้าไปเดินข้างในโบสถ์กัน ค่าเข้าชมคนละ 10 RMB
โบสถ์ St.Michael แห่งนี้ สร้างเสร็จ ในปี ค.ศ. 1934 ออกแบบโดยสถาปนิกชาวเยอรมัน ตัวโบสถ์เป็นสถาปัตยกรรมผสมผสานระหว่าง โกธิค (Gothic) และ นีโอ-โรมาเนสก์ (Neo-Romanesque) โครงสร้างทำจากหินแกรนิตและคอนกรีต ที่มีหอคอยคู่ความสูงถึง 56 เมตรซึ่งในยุคที่สร้างเสร็จนั้น ถือเป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในเมืองชิงเต่า และเป็นโบสถ์คาทอลิกที่ใหญ่ที่สุด ในมณฑลซานตง









พื้นที่ด้านนอกตัวโบสถ์ ประดับประดาไปด้วยดอกกุหลาบหลากสี บานสวย ช่วงเดือนพฤษภาคมเป็นช่วงที่ดอกกุหลาบบานทั่วเมือง ใครมาช่วงนี้จะได้กลิ่นดอกกุหลาบอยู่ทุกที่เลย






บริเวณลานหน้าโบสถ์ และซอยใกล้ๆ อาคารในย่านนี้จะดูเป็นสถาปัตยกกรมยุโรปทั้งหมด บ้างก็เป็นคาเฟ่ บ้างก็เป็นร้านขายของที่ระลึก เรียกได้ว่า เดินชมเมือง ถ่ายรูป ได้อย่างเพลิดเพลินจริงๆ
77 Coffee

ถึงเวลาต้องเติมพลังกันด้วยกาแฟ พวกเรามากันที่ 77 Coffee เป็นคาเฟ่ที่อยู่ใกล้ๆ โบส์ St.Michael
ภายในร้านตกแต่งน่ารักและอบอุ่นมาก ให้ฟีลบ้านยุโรปสุดๆ มีของสะสมแนว vintage, หนังสือ, เครื่องดนตรี, ภาพวาด ตกแต่งอยู่ทั่วร้าน แต่ละมุมดูมีความเป็นส่วนตัวของที่นั่งแต่ละโซน เราเลยถ่ายรูปมาไม่ได้มาก เพื่อไม่ให้รบกวนลูกค้าคนอื่นๆ ดูเป็นร้านที่ผ่านกาลเวลามายาวนาน และมีเรื่องราวมากมายให้บอกเล่า ดูจากการตกแต่งแล้ว เจ้าของน่าจะเป็นคริสตศาสนิกชน
นอกจากเครื่องดื่มแล้ว ร้านนี้ยังมีเครื่องประดับ vintage วางขายด้วย เราซื้อริบบิ้นมาชิ้นหนึ่งเพื่อเป็นที่ระลึก เป็นริบบิ้นสีฟ้า ผ้ามันวาว ที่พิมพ์ภาพสีน้ำมันรูปดอกแมกโนเลียสีขาว สไตล์ impressionist
ร้านนี้มีมาสคอตด้วย คือน้อง Latte สุนัขพันธุ์ลาบราดอร์ สีครึม
พวกเราสั่งเมนูพิเศษของทางร้าน Americano Laoshan-Cola ซึ่ง Laoshan-Cola เนี่ย คือ โคล่าพิเศษที่หาดื่มได้ในที่ซานตงเท่านั้น ชิมแล้วรู้สึกว่ารสชาติเหมือนกาแฟ + โค้ก + ยาแก้ไอ แปลกดี แต่มันตื่นนะ สดชื่นมากเลย









ส่วนอีกแก้วเป็น Latte ร้อน สั่งมากินให้น้อง Latte ดู ซึ่งน้องก็ทำเป็นหลับอยู่หน้าห้อง แต่พอเจ้าของเอาขนมมาให้ก็ตื่นทันที ขอมือเป็นภาษาไทยได้ด้วย (แต่ถ้าไม่มีขนมก็ไม่ให้มือ นอนอย่างเดียว 555)



บริเวณหน้าร้านมีดอกไฮเดรนเยียบานสวย เจ้าของร้านใจดีมาก พอเห็นว่าพวกเราชอบสุนัขก็ให้สติกเกอร์หน้าน้องลาเต้ที่เอาไว้แปะแก้วกาแฟมาด้วย เป็นที่ระลึก
Zhongshan Rd.
กลับมาเดินเล่นชมเมืองกันต่อ ใกล้ๆ กับโบสถ์ St. Michael จะเป็นเส้นถนนคนเดิน Zhongshan ทั้งถนนเส้นนี้ มีร้านของกิน และมุมเก๋ๆ ให้ถ่ายรูปหลายจุด

ถนน Zhongshan เป็นชื่อถนน และชื่อสถานที่ที่พบได้ในหลายๆ เมืองในประเทศจีน และไต้หวัน เป็นชื่อที่ตั้งขึ้นเพื่อให้เกียรติและระลึกถึง “ซุนยัตเซ็น” โดยมากจะเป็นถนนสายเศรษฐกิจ หลักๆ ของแต่ละเมือง สมัยที่ซุนยัตเซ็นเคลื่อนไหวทางการเมือง และลี้ภัยอยู่ในประเทศญี่ปุ่น เขาใช้นามแฝงว่า “นากายาม่า โช” ซึ่งอักษรคำว่า Nakayama 中山 จะอ่านเป็นภาษาจีนได้ว่า จงซาน Zhongshan ต่อมาคนจีนนึงนิยมเรียกท่านว่า “ซุนจงซาน” และกลายเป็นชื่อที่ผู้คนระลึกถึงมากที่สุด
ถนน Zhongshan ที่ชิงเต่าทอดตัวยาวจากทิศเหนือลงทิศใต้ (ความยาวรวมประมาณ 1.5 กิโลเมตร) เป็นหนึ่งในถนนสายประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงที่สุดของจีน ย่านนี้เป็นย่านการค้าของชิงเต่ามานานนับร้อยปี โดยมีเอกลักษณ์เด่นคือสถาปัตยกรรมสไตล์ยุโรปซึ่งเคยเป็นที่ตั้งของธนาคารและบริษัทการค้าต่างชาติในอดีต แต่เดิมถนนนี้เคยเป็นถนนที่รถวิ่งมาก่อน ในภายหลังจึงค่อยเปลี่ยนเป็นถนนคนเดินอย่างทุกวันนี้ (ถ้าไปดูใน Baidu map ยังเป็นถนนรถวิ่งอยู่เลย)







ตู้ขายเบียร์แบบนี้ มีเยอะทั่วเมืองเลย

ตรงหัวมุมถนน มีร้านขายซาลาเปาทอดไหมทอง พอไปยืนถ่ายหน้าร้านเค้า เค้าก็พูดภาษาไทยว่า “อร่อยมาก” ก็เลยต้องลองซะหน่อย สั่งเป็นเมนูแนะนำ ไส้เนื้อ และไส้หนอนทะเล (หนอนช้อน)






ไหมทองทอด เป็นแป้งเส้นๆ เอามาสานเป็นซาลาเปา ใส่ไส้ แล้วเอาไปทอด คล้ายหมูโสร่งของเรา แป้งด้านนอกทอดแล้วกรอบอร่อย อันที่เป็นไส้เนื้อ มีรสผงกะหรี่ อร่อยดี ระหว่างที่ชิมน่าจะดูเอร็ดอร่อย คนที่เดินผ่านไปผ่านมาเลยมาถามพวกเรา ว่าอันนี้อะไร เลยชี้ร้านนี้ แล้วเขาก็ไปซื้อกินบ้าง
ไส้หนอนทะเล วัตถุดิบขึ้นชื่อในย่านนี้ ที่เขาว่ากันว่ามาชิงเต่าแล้วควรมาลอง หน้าตาดูเหมือนไส้หมู เป็นวงๆ เล็กๆ รสชาติคล้าย สาหร่าย+ปลาหมึก+ไส้หมู มีกลิ่นของทะเล ดีกว่าที่คิดนะ แปลกใหม่ดี






เดินลงใต้มาเรื่อยๆ ไปยังชายหาด ก็พบกับ Beer Exchange น้ำพุแห่งเบียร์ ที่ราคาขึ้นลงแบบตลาดหุ้น มีรสชาติมากมายให้เลือก

พอเป็นช่วงเย็นๆ หุ้นขึ้นทุกรายการเลย (หรือว่าช่วงกลางวันจะราคาถูกกว่า?) โซนข้างๆ จะมีร้านขายของกินเล่นจุกจิกทั่วไปอีกหลายร้าน ให้ได้นั่งจิบเบียร์ กินของแกล้ม ริมทะเลกันชิวๆ


Zhanqiao Pier
ตรงข้ามกับ ตู้น้ำพุแห่งเบียร์จะเป็นสะพานจ้านเฉียว หนึ่งในสัญลักษณ์ของเมืองชิงเต่า เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวเยอะมากๆ ตลอดปี แต่ช่วงที่เรามานี่ดูคนยังไม่แน่นเท่าช่วงหน้าร้อน สุดปลายสะพานจะเป็นศาลา Huílán (หุยหลาน) ที่เป็นสัญลักษณ์ในการสะท้อนคลื่นยักษ์หรืออันตรายที่มาจากท้องทะเล หากรู้สึกว่าศาลานี้ดูคุ้นๆ ตา ก็เพราะภาพของศาลานี้อยู่บนโลโก้ เบียร์ Tsingtao นั่นเอง

รอบๆ ศาลา มีคนตั้งร้านขายของ แบกะดิน ยาวไปยันบนสะพาน อาทิเช่น เปลือกหอย ของที่ระลึก ร้านดูดวง ข้างศาลามีตู้ถ่ายรูป ที่สามารถปรินท์ภาพออกมาให้ดูเหมือนหนังสือพิมพ์ได้ ตู้แบบนี้จะเจออยู่ที่สถานที่ท่องเที่ยวในชิงเต่าหลายที่เลย ระหว่างทางก็จะมีช่างภาพรับถ่ายรูป เยอะแยะไปหมด ตั้งแต่บนฝั่ง จนถึง บนสะพาน แต่ละคนก็มีทั้งกล้อง ทั้งเลนส์ และ pad สำหรับโชว์รูปให้ลูกค้าดู และแต่งรูปสดๆ กันตอนนั้น
ระหว่างที่เดินแถวๆ สะพานและศาลานี่ลมแรงมาก จนหมวกแทบปลิว วันนี้อากาศค่อนข้างหนาวและลมแรงเป็นพิเศษ






เรื่องที่ดูแปลกตาสำหรับที่นี่คือ คนนิยมไปงมหอย ขูดสาหร่าย กันแบบ จริงจัง แถวๆ นั้นก็จะมีคนถือถังกับอุปกรณ์มาขายด้วย ตลอดแนวโขดหินริมทะเล จะมีทั้งคนมาถ่ายรูป และมางมหอย การ์ดเลยลองไปงมกับเค้าด้วย แต่ก็พบว่าส่วนมากจะเจอเป็นเปลือกหอยเปล่าๆ ซะมากกว่า
บรรยากาศที่สะพานจ้านเฉียว ตอนแดดออก ดูต่างออกไปอีกฟีลเลย นี่คือภาพที่เรามาอีกวัน ตอนที่แดดออก ช่วงเย็นๆ





33 Hao Da Yuan Restaurant
ร้านนี้อยู่ใกล้ถนนคนเดิน Zhongshan (33号大院 33Hao Da Yuan) หน้าร้านอาหารซีฟู้ดทุกที่ก็จะมีตู้ปลาที่เป็นวัตถุดิบ เป็นๆ อยู่หน้าร้านเหมือนที่ไทย อาหารทะเลที่ซานตงขึ้นชื่อเรื่องความสดใหม่ รสชาติจะปรุงไม่เยอะ เน้นรสชาติจากวัตถุดิบเป็นหลัก สัตว์ทะเลในทะเลเหลืองสะสมแร่ธาตุและสารอาหารในน้ำทะเลที่เย็น ทำให้มีรสชาติหวานอร่อยเป็นพิเศษ โดยเฉพาะพวกหอยต่างๆ
พวกเราสั่งเป็น ซีฟู้ดรวม ผัดพริกเสฉวน 1 ที่ (79RMB) เกี๊ยวซีฟู้ดรวม 1 ที่ (33RMB) และ Tsingtao แบบ Draft 1 ขวด




เมนูซีฟู้ดรวมผัดพริกเสฉวน จานนี้จะมี กุ้ง, หอย, ปลาหมึก โดยเฉพาะหอยเป๋าฮื้อ ตัวใหญ่มากๆ ผัดพริกหม่าล่าแบบนี้ก็แปลกใหม่ดี อร่อยนะ ส่วนเกี๊ยวซีฟู้ดรวม จะมีสีเขียว เป็นเกี๊ยวเนื้อปลาอินทรี ซึ่งเป็นของขึ้นชื่อของที่นี่เลย สีม่วงกับสีเหลืองจะเป็นเกี๊ยวกุ้งกับปลาหมึก ส่วนสีขาวจะเป็น ไส้หมูกุ้ยช่าย
ส่วนตัวเราคิดว่าคนไทยอาจจะคิดถึงน้ำจิ้มซีฟู้ด ใครอยากทานอาหารทะเลแบบมีน้ำจิ้มซีฟู้ดด้วยก็พกมาจากไทยกันเองได้
บรรยากาศถนน Zhongshan ยามค่ำคืน ตรงโซนที่ใกล้โบสถ์ St. Michael จะมีร้านขายของที่ระลึกหลายร้าน พอโบสถ์เปิดไฟตอนกลางคืนก็สวยไปอีกแบบ ถนนเส้นเล็กที่เชื่อมระหว่างถนน Zhongshan กับโบสถ์ ก็เป็นอีกจุดที่คนนิยมมาถ่ายรูปกัน โดยเฉพาะตรงหน้าร้าน Dairy Queen









จากถนน Zhongshan ถ้าจะขึ้นรถไฟใต้ดิน MRT จะมีให้เลือก 2 สถานี ฝั่งใต้ จะใกล้สถานี MRT Qingdao Railway Station ฝั่งเหนือ จะใกล้ MRT Zhongshan จากตรงนี้เราจะนั่ง MRT ไปเที่ยวต่อกัน
May the 4th Square

1 ในไฮไลท์ของเมือง การแสดงแสงสีริมทะเลในตอนกลางคืน จากตึกสูงโซน CBD ที่เปิดพร้อมกันทั้งแถบ ที่ จัตุรัส 4 พฤษภา แต่ตอนที่เรามาถึงมีฝนปรอยๆ หมอกลงจัดจนเห็นไฟตึกแค่ครึ่งเดียว.. (ไม่เป็นไร ไว้แก้ตัวใหม่วันอื่น เผื่อฟ้าจะเปิด)
จัตุรัส 4 พฤษภา (May 4th) ลานกิจกรรมที่มี ประติมากรรมสีแดงขนาดใหญ่ “พายุหมุนแห่งพฤษภา” Wind of May สัญลักษณ์แห่งความเปลี่ยนแปลงของ ชิงเต่า ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ในการทวงคืน ชิงเต่ากลับมาเป็นของประเทศจีน ในปี ค.ศ 1919




ถัดไปใกล้ๆ จะเป็นโซนท่าเรือ Olympic ที่มีเรือเปิดไฟสวย เป็นที่ที่เคยใช้จัดแข่งเรือใบโอลิมปิก เหมาะสำหรับเดินเล่นรับลมทะเล ในย่านนี้ก็มีร้านอาหารหลายร้าน






Day2:
RIVI Lounge






วันนี้ฟ้าเปิดสมใจ อากาศอบอุ่นขึ้นกว่าวันก่อน วันนี้พวกเราก็ยังอยู่ในโซนถนน Zhongshan แต่อยู่ฝั่งทิศเหนือ ใกล้สถานี MRT Zhongshan สมัยก่อนตอนที่เยอรมันปกครองชิงเต่า เขาได้แบ่งผังเมือง ว่าย่านธุรกิจของชาวตะวันตกอยู่โซนทิศใต้ของถนน Zhongshan ติดทะเล ส่วนชาวจีนให้เปิดร้านค้ากันโซนทิศเหนือของถนน Zhongshan ซึ่งก็คือย่านนี้ ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของโรงแรม ร้านค้า ร้านอาหารมากมาย เป็นย่านที่ครึกครื้นและสวยงาม เราชอบมากๆ ถ้ามาชิงเต่ารอบหน้าอาจจะเลือกพักที่ย่านนี้
ไปกันที่โรงแรม Ruì lán หรือ Rivi Hotel ที่นี่มีวิวบนดาดฟ้าที่เห็นวิวเมืองเก่าได้ในมุมกว้าง เห็นไปได้ถึงท้องทะเลไกลๆ คนที่ไม่ได้เข้าพักก็สามารถขึ้นมาชมวิวได้ เพียงแค่ขึ้นมาใช้บริการที่ RIVI Lounge ที่เป็น เล้าจ์ ของโรงแรม



ทางเข้าจะอยู่ภายในโรงแรม เข้าโรงแรมไปแล้วขึ้นลิฟท์มาชั้นบนได้เลย ตามป้ายไปเรื่อยๆ ออกจากลิฟท์มาก็ขึ้นบันไดอีกรอบ




พวกเราสั่ง Fish & Chips 45 RMB, Smoked Salmon Tapas 54 RMB, ลาเต้เย็น และ Tsingtao สูตรข้าวสาลี เมนูที่นี่มีหลากหลาย ส่วนมากจะเป็นอาหารยุโรปฟิวชั่น



คิดว่าเป็นตัวเลือกที่ดี ในการขึ้นมาชมวิวเมือง และถ่ายภาพ ที่นี่ไม่มีค่าเข้า เพียงแค่สั่งอาหาร หรือเครื่องดื่ม ก็ได้นั่งชมวิวชิลๆ




นั่งชิลกันสักพักก็ลงมาเดินในโซนเมืองเก่ากันต่อ ในย่านนี้มีร้านขายของฝาก น่ารักๆ หลายร้าน แล้วแต่ละร้านก็มีของไม่ซ้ำกันเลย โดยมากจะเป็นธีมทะเล

บ้านเมืองเขาน่าอยู่นะ จากที่เมื่อวานหมอกลง พอวันนี้มีแดด บรรยากาศเปลี่ยนไปเลย ผู้คนออกมาใช้ชีวิต ออกมาถ่ายรูป ออกมาเที่ยวเล่น ออกกำลังกาย วิ่งจ๊อกกิ้ง มีชีวิตชีวาสุดๆ (จริงๆ ตอนไม่มีแดดคนก็เยอะอยู่ดี แต่คนละฟีล และน้อยกว่าตอนแดดออก) เด็กๆ ก็ออกมาวิ่งเล่นกัน เจี๊ยวจ๊าว ที่พื้นถนนคนเดินเขาทำเป็นตารางสำหรับกระโดด ให้เด็กเล่นเกมส์กัน เด็กๆ ก็เล่นกันสนุกสนานมาก






มีป้าย ริมหาด เขียนว่า อนุญาตให้ว่ายน้ำได้ ประมาณ วันที่ 1/7 ถึงวันที่ 25/9 เท่านั้น ก็คือช่วงหน้าร้อนของที่นี่ แต่ถ้าเป็นช่วงอื่นก็คงหนาวเกินจริงๆ
พวกเราเดินเล่นกันริมหาดแล้วก็นึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้ลอง สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของชิงเต่าอีกอย่าง นั่นก็คือ เบียร์ใส่ถุง เลยไปลองเป็นเบียร์ดำ ที่หน้าตาเหมือนโค้กใส่ถุง หน้าโรงเรียน


Qingdao 3rd Bathing Beach: Cyberpunk Beach
วันนี้เราต้องมาแก้ตัว กับการแสดงแสงสีริมทะเลในช่วงกลางคืน จากตึกสูงโซน CBD ที่คราวก่อนอากาศไม่เป็นใจ แต่วันนี้มาดูจากอีกฝั่ง ที่เห็นไฟตึกได้เหมือนกัน

พวกเรานั่ง MRT มาที่ สถานี Taipingjiao Park แล้วเดินมาอีกหน่อย ประมาณ 5-10 นาที ก็จะพบกับหาดหมายเลข 3 ซึ่งเป็นอีก 1 ไฮไลท์ในช่วงกลางคืน ซึ่งวันนี้ ฟ้าใส ตึกเปิดไฟสวย “การแสดงไฟอ่าวฟูซาน” (Fushan Bay Light Show / 浮山湾灯光秀 เป็นการแสดงแสงสี บนตึกระฟ้าที่เปิดพร้อมกันทั้งแถบ เหมือนแต่ละตึกเป็นจอขนาดใหญ่ ที่ภาพวิ่งต่อๆ กัน ตระการตามาก









หาดนี้มีชื่อเล่นว่า หาด Cyberpunk คนเต็มหาดแบบ เยอะมากๆ เต็มไปด้วยตากล้อง และนักท่องเที่ยว บ้างก็ตั้งซุ้มถ่ายรูป มีเก้าอี้ มีพรอพ มีไฟเย็น มีไฟถ่ายรูปพร้อม อารมณ์แบบ ถ้าคลื่นซัดก็ยกหนีเอา ริมหาด มีร้านกินดื่ม พร้อมดนตรีสด ให้นั่งชิลชมไฟหลายร้าน

ไฟจะเปิดแสดงประมาณช่วง 1 ทุ่ม ถึง 3 ทุ่ม (ช่วงฤดูหนาว เริ่มตอน 6 โมงครึ่ง เพราะฟ้ามืดเร็วกว่า)
พวกเรากลับมากินมื้อดึกกันแถวย่านเมืองเก่า โดยทานบะหมี่หลานโจว เพราะร้านนี้ปิดดึก เจ้าของร้านเป็นชาวมุสลิมที่มาจากแถวยูนนาน ระหว่างรออาหาร ลูกๆ เจ้าของร้าน พี่ชาย ก็สอนน้องชาย ที่ยังเป็นเด็ก อ่านพระคัมภีร์ ให้ฟีลเหมือนเรามานั่งกินข้าวอยู่ในบ้านเค้าดี



พวกเราสั่งเป็นก๋วยเตี๋ยวเนื้อ และมันฝรั่งเส้นผัด
จากนั้นก็เดินกลับโรงแรม ระหว่างทางก็เดินผ่านย่าน Silver Fish ในเวลากลางคืน ซึ่งร้านค้าปิดกันหมดแล้ว มีแต่พวกบาร์ที่ยังเปิดอยู่









ตรอกนี้เป็นตรอกสั้นๆ ในย่านอาคารเก่าที่ถูกนำมารีโนเวทใหม่ภายใต้โครงการฟื้นฟูย่านเมืองเก่า ตั้งอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟชิงเต่า เต็มไปด้วยคาเฟ่ ร้านอาหาร บาร์ ร้านขายของชิคๆ ถ้ามาช่วงกลางวันน่าจะสวยมาก เป็นจุดเช็คอินยอดนิยมอีกที่ของนักท่องเที่ยวชาวไทย และวัยรุ่นชาวจีน
ใน blog ถัดไป พวกเราจะไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์เบียร์, ไปเดินในย่านที่มีแต่บ้านสไตล์ยุโรป และพาไปเที่ยวจุดท่องเที่ยวอื่นๆ ที่ยังไม่ได้ไปในชิงเต่ากัน
