
Day 6: 28th Wed
จุดหมายปลายทางแห่งสุดท้ายของทริปยูนนาน แชงกรี-ล่า เมืองศักดิ์สิทธิ์ ที่มีอายุกว่า 1,300 ปี บนความสูง 3,300m เมืองที่ได้ชื่อว่าเมืองพระจันทร์สีน้ำเงิน บนเทือกเขาอันห่างไกล ที่เราใฝ่ฝันอยากจะไปมานานแล้ว

เช้าวันนี้ อากาศ 3°C พวกเราเตรียมตัวออกเดินทางไปยังสถานีรถไฟลี่เจียง เพื่อที่จะเดินทางไปแชงกรี-ลา เจ้าของโรงแรมช่วยยกกระเป๋าเดินทาง เดินพาพวกเรามาส่งที่จุดเรียกรถ แข็งแรงมากๆ ระหว่างรอรถมารับพวกเราก็ซื้อขนมปังจากร้าน Bread Man ตุนไว้เป็นเสบียงบนรถไฟ ร้านนี้อร่อยมากๆ และไม่แพงด้วย
จากเมืองเก่าลี่เจียงใช้เวลาเดินทาง 40 นาทีก็มาถึงสถานีรถไฟ





สถานีลี่เจียงมีแค่ 2 เกท คนไม่ค่อยเยอะมาก พวกเรามารอขึ้นรถไฟรอบ 12.05น. โดยมาถึงก่อนเวลา 1 ชั่วโมง ต่อแถวเดียวกับพระไปเลย ไปถึงแชงกรี-ล่า แน่นอน ระหว่างนี้ก็เข้าห้องน้ำ และเติมน้ำใส่กระติกน้ำร้อนให้เรียบร้อย ที่สถานีรถไฟมีน้ำดื่มให้บริการฟรี




พอใกล้เวลาเดินทาง เขาก็เปิดให้คนทยอยเข้ามารอที่ชานชาลา พวกเรามาต่อแถวรอขึ้นรถไฟตู้ที่ 5 คนไม่เยอะมากเหมือนตอนขึ้นที่คุนหมิง ขึ้นรถได้แล้วก็เอากระเป๋าเดินทางไปไว้ตรงหลังเบาะท้ายสุดของตู้ แล้วไปนั่งที่ที่นั่งที่เราจองไว้ (รอบนี้ไม่มีคนมาแย่งนั่งก่อน)









จากลี่เจียงไปแชงกรี-ล่า ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง รถไฟวิ่งผ่านหุบเขาสูงชันและแม่น้ำสีฟ้า สลับกับถ้ำยาวๆ อยู่พักนึง ก็มาถึงที่ราบที่เต็มไปด้วยจามรี และซุ้มธงมนต์ทิเบต เจดีย์สีขาวขนาดใหญ่เห็นได้ในระยะไกล ตึกรามบ้านช่องทรงทิเบตในแถบนี้ ดูต่างจากสไตล์ในแถบอาปาโจวที่จิ่วจ้ายโกว รู้สึกว่าจะเป็นทิเบตคนละกลุ่มกัน (ฝั่งนั้นหมุนกงล้ออธิษฐานวนซ้าย ฝั่งนี้หมุนกงล้ออธิษฐานวนขวา)

พวกเราเดินทางมาถึงสถานีรถไฟแชงกรี-ลา ในเวลา 13.18น. อากาศข้างนอก 8°C นักท่องเที่ยวต่างชาติเยอะจนเขาให้เข้าแถวช่อง auto ได้ แล้วเอาพาสปอร์ตแปะเครื่องตรงช่อง auto ออกเองได้เลย








ออกจากสถานีรถไฟมาแล้วแดดแรงมากๆ ด้านนอกสถานี จะมีร้านอาหารหลายร้านอยู่บริเวณนี้ ขนานไปกับกงล้ออธิษฐานที่เรียงรายเป็นแถวยาว
พวกเราเดินมาที่บริเวณเรียกรถแท็กซี่ แล้วรอรถที่โรงแรมส่งมารับ

โรงแรมที่ แชงกรี-ล่าส่วนมากเขาจะมีบริการ รถ รับ-ส่ง ได้ 1 ครั้ง ก็คือให้มารับครั้งหนึ่งหรือให้ไปส่งได้ครั้งหนึ่ง ฟรี เพราะตัวเมืองเก่า Dukezong อยู่ห่างจากสถานีรถไฟเพียง 15 นาทีเท่านั้น




พวกเราพักที่ โรงแรม Yanlu Library Oxygen Hotel, Shangri-La (Dukezong Ancient City North Gate) อยู่ใกล้ประตูเหนือของเมืองเก่า รถสามารถเข้ามาจอดถึงหน้าโรงแรมได้เลย

เจ้าของโรงแรมมายกกระเป๋าให้ และต้อนรับเราด้วยธรรมเนียมทิเบตโดยการคล้องผ้าสีขาวให้
“Present for you, Welcome To Shangri-la. Tashi Delek”




ที่นี่มีสุนัขด้วย ชื่อน้องปาลา (Bala) เป็นเด็กผู้ชาย เชื่องมากๆ พอเจอพวกเราก็เข้ามาอ้อนเลย จะอุ้มจะจับยังไงก็ได้









ห้องพักของพวกเรา เป็นห้องที่ได้อัพเกรดมา ปกติจะราคาคืนละ 1,200 บาท รวมอาหารเช้า เป็นห้องที่หน้าต่างใหญ่มากๆ มีชั้นลอย มีบันไดขึ้นไป มีเตียงทั้งชั้นล่าง และชั้นลอย บนเพดานชั้นลอยมีหน้าต่างสำหรับดูท้องฟ้า ห้องน้ำเป็นแบบมีปุ่มกดอัตโนมัติ หน้าห้องอาบน้ำมีปุ่มควบคุมฮีทเตอร์ห้องน้ำอยู่ ทั้งด้านนอก และด้านในห้องน้ำ พื้นกระเบื้องบริเวณนี้มีระบบทำความอุ่น อุ่นสบายมากๆ
ที่สำคัญ ที่โรงแรมนี้ ในห้องพักทุกห้องจะมีเครื่องออกซิเจนให้ ถ้าใครเกิดอาการแพ้ความสูงขึ้นมา ทีมงานของโรงแรมจะมาเปิดใช้เครื่องออกซิเจนให้ เรียกได้ว่าหายห่วง
วันก่อนที่เราจะมาถึงโรงแรม ทางโรงแรมได้ส่งอีเมลมาแจ้งตำแหน่งโรงแรม และแนะนำว่าเมื่อมาถึง ในคืนแรกไม่แนะนำให้สระผม และดื่มเครื่องดื่มแอลกฮอล์ เพื่อให้ร่างการปรับตัวกับความสูงที่แชงกรี-ลา



เมื่อออกมาจากห้องพักจะมีบริเวณให้นั่งเล่นชิลๆ ได้ เดินต่อไปนิดนึงจะมีบันไดให้ขึ้นดาดฟ้าไปชมวิวเมืองเก่า








โรงแรมนี้มีห้องสมุดสาธารณะที่เป็นคาเฟ่ด้วย ใครจะมานั่งเงียบๆ ชิลๆ ในนี้ก็ได้ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมที่แจ้งโรงแรมได้ถ้าสนใจ คือ พิธีชงชา กับ คัดพระคัมภีร์
จากโรงแรม เดินออกทางประตูหลัง ก็เชื่อมไปเมืองเก่าได้เลย ต่อไปเราจะไปเดินเล่นในเมืองกัน

“แชงกรี-ล่า ดินแดนลึกลับ ที่ซ่อนตัวในหุบเขาสูงชัน ดินแดนในอุดมคติที่สงบสุข และ ผู้คนมีชีวิตอยู่อย่างเป็นอมตะ” นี่คือคำนิยามของ Shangri-la ที่ปรากฏในนิยาย Lost Horizon นิยายชื่อดัง ของ เจมส์ ฮิลตัน ในปี ค.ศ. 1933 (พ.ศ. 2476) ด้วยความโด่งดังของ นิยายเล่มนี้ ทำให้ประเทศต่างๆ ในแถบเทือกเขาหิมาลัย แย่งเคลมชื่อกันเลย

ด้วยลักษณะของเมืองนี้ที่มีวัฒนธรรมทิเบต และอยู่ท่ามกลางหุบเขาที่ตรงตามในนิยาย รัฐบาลจีนเลยชิงจดทะเบียนชื่อนี้เป็นของตัวเองก่อนใคร ใน ปี ค.ศ. 2001 แล้วก็รีแบรนด์ ชื่อเมืองนี้ จาก “จงเตี้ยน (Zhōngdiàn) มาเป็น แชงกรี-ล่า ทำให้เมืองนี้โด่งดังขึ้นมาทันที

หัวใจสำคัญของแชงกรี-ล่า ก็คือที่นี่ เมืองโบราณตู๋เค่อจง (Dúkèzōng) ที่มีอายุเก่าแก่กว่า 1,300 ปี ในอดีตที่นี่เคยเป็นศูนย์กลางการค้าที่สำคัญบนเส้นทางการค้าชา-ม้า แม้จะเคยผ่านเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งใหญ่ในปี 2014 แต่ก็ได้ถูกบูรณะขึ้นมาใหม่ให้เหมือนแบบแปลนเดิมเป๊ะๆ จนกลับมาสวยงามอย่างที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน









อาคารที่นี่ส่วนใหญ่จะเป็นอาคารไม้แกะสลักสวยละเอียดงดงาม ในเมืองโบราณมีร้านรวงหลากหลาย ทั้งร้านเช่าชุดทิเบต ร้านขายของฝาก ร้านขายขนมต่างๆ เยอะแยะไปหมด เดินเที่ยวสนุกมาก หลายๆ ร้าน พูดภาษาอังกฤษได้ดี น่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเที่ยวเยอะจริงๆ มีโซนที่ดูเป็น Food court ด้วย มีอาหารให้เลือกหลายแนว ทั้งอาหารทิเบต, อาหารจีน, อาหารเผ่าไต้, อาหารฝรั่ง และอีกมากมาย ใครชอบกินเนื้อ กินชีส กินโยเกิร์ตนมจามรี ที่นี่คือสวรรค์เลย










ตอนมื้อกลางวันยังไม่ได้ทานอะไร มีแต่ขนมปังรองท้อง เลยมาแวะทานมื้อบ่ายกันที่ร้าน Maliga Tibetan Food ที่ส่องจาก Amap มาแล้วว่าคะแนนรีวิวดี






ในร้านก็ให้ฟีลเหมือนมากินข้าวในบ้านเค้า บรรยากาศเป็นบ้านไม้สไตล์ทิเบต ที่มีภาพทังก้าศิลปะทิเบตเป็นภาพบูชาเทพธรรมบาล, พระโพธิสัตว์, พระลามะ และพระสงฆ์ พร้อมผลไม้บูชา อยู่โดยรอบทุกฝาผนัง ให้ฟีลเหมือนร้านอาหารที่ไทยเหมือนกันนะ แบบว่ามีหิ้งบุชาพระในร้านข้าว ครอบครัวเจ้าของบ้านก็นั่งผิงไฟเลี้ยงลูกอยู่ตรงเตาอุ่นชาด้านหลังโต๊ะเรานี่แหละ
พวกเราสั่งชาทิเบต ที่มาถึงแล้วต้องลองซะหน่อย Sūyóuchá ซูโย๋ฉา ชาแบบนี้จะมีอยู่ทุกร้านเลย เป็นชาข้าวบาร์เลย์คั่วต้มกับเนยจามรี เป็นชาที่ช่วยลดอาการแพ้ที่สูงได้และให้พลังงานสูง เหมาะสำหรับอากาศหนาวๆ ตัวชาจะออกเค็มๆ มันๆ เป็นความอร่อยที่แปลกดี เราชอบมาก แบบที่สั่งมานี่สั่งเป็นแบบที่มีรสหวานหน่อย เพื่อให้ดื่มง่ายขึ้น
อาหารจานแรกคือเห็ดย่าง เป็นเห็ดที่ย่างกับ เนยจามรี และ โรยข้าวบาร์เลย์คั่ว มีกลิ่นของน้ำมันงา ลอยหอมๆ ออกมา อร่อยมากๆ







เมนูต่อมาคือ จัมปา (Tsampa) ทำจากแป้งข้าวบาร์เลย์ผสมกับชาเนยจามรีและชีส วิธีกินคือต้องใช้มือหยิบมาจุ่มกับ Sūyóuchá ซูโย๋ฉา รสสัมผัสเหมือนคุ้กกี้นิ่ม อร่อยมาก แต่ที่ร้านเนี้ยพิเศษตรงเขามีโยเกิร์ตนมจามรีมาให้จิ้มกิน ซึ่ง เข้ากันมากๆ ! หน้าตาอาจจะแปลกๆ แต่อร่อยสุดๆ
สำหรับเมนูอาหารคาว เราสั่งเมนูที่ตั้งตามชื่อร้านเลย กับ Maryga เป็นเกี๊ยวเนื้อจามรี จีบเป็นรูปดอกมะลิ ที่นำมานึ่งแล้วเอามาจี่กับกะทะร้อนๆ เสิร์ฟพร้อมกับน้ำจิ้มแซ่บๆ ที่ให้ฟีลเหมือนน้ำจิ้มร้านหมึกย่าง ชิ้นนึงคือใหญ่มาก
พวกเราสั่งเกี๊ยวเนื้อจามรีแบบดั้งเดิมไปด้วย ซึ่งก็ชิ้นใหญ่เหมือนกัน รสชาติเหมือนกับเมนู Maryga เลย ต่างกันแค่ไม่ได้จีบเป็นรูป ดอกไม้
สั่งมาเยอะเกินกินไม่หมด ก็แพ็คกลับไปกินเป็นมื้อค่ำที่โรงแรมต่อ เขาก็ให้กล่องพลาสติกและตะเกียบมาให้แพ็คเองเสร็จสรรพ
พวกเรากลับมาเดินต่อในเมือง แล้วก็ได้พบกับสิ่งที่เล็งไว้ตั้งแต่ก่อนมา ก็คือ ร้านขายนมจามรีอุ่นๆ แบบที่ชาวบ้านมาตั้งแผงขายกันเอง เราชอบมาก ร้านแบบนี้

มีทั้งนมสด ทั้งชา ทุกอย่าง แก้วละ 5 หยวน พอเรามาซื้อปุ๊บ ลูกค้าคนอื่นก็มารุมซื้อตามเพียบ












แผนที่เมืองเก่า Dukezong โซนประตูเหนือ ที่จีนนี่จะเป็นเหมือนกันทุกที่ คือ บนแผนที่มักจะมีรอยจิ้ม ตรงจุดที่เราอยู่ตอนนี้








พวกเรากลับไปพักที่โรงแรมแป๊บนึง แล้วออกมาวัดต้าฝอ (วัดพระใหญ่ แห่งเขาเต่า) ตอนเวลาประมาณหกโมงครึ่ง เป็นวัดบนเนินเขาที่มีกงล้ออธิษฐานสีทองขนาดใหญ่ ตั้งอยุ่ใจกลางเมืองโบราณ การจะเข้าไปในวัด เค้าจะจำกัดจำนวนคนในแต่ละรอบไม่ให้เยอะเกินไป ก่อนจะเข้าจะต้องใช้ Wechat สแกน QR code เพื่อลงทะเบียนก่อน ตรงนี้ถ้าใครไม่มี Wechat จะลำบากหน่อย แต่เห็นว่า บางคนเจ้าหน้าที่ก็ดูพาสปอร์ตแล้วพาเข้าเลย (แต่ตอนเราไป เค้าไล่มาทำเองอย่างเดียวเลย) มีป้ายบอกเป็นภาษาอังกฤษว่าขั้นตอนการลงทะเบียนเป็นยังไง พอเสร็จแล้วก็จะได้ QR code มา แล้วก็ผ่านประตูเข้าวัดไปได้เลย ในรอบเวลาที่ลงทะเบียนไว้



เข้ามาแล้วก็ต้องขึ้นบันไดไป ตรงจุดนี้พวกเราต้องพักเหนื่อยเป็นพักๆ เพราะยังเหนื่อยจากที่เมื่อวานไปขึ้นภูเขาหิมะมังกรหยกอยู่ และวันนี้ร่างกายก็ยังกำลังค่อยๆ ปรับตัวกับความสูง 3,300m พอขึ้นไปถึงโซนด้านบนก็จะเจอกับศาลา ขงจื๊อ ตรงทางเข้า และ เล่าจื๊อ ตรงทางออก ในโซนนี้จะมีทางเข้าวิหารกลาง และมีทางเดินฝั่งซ้าย เพื่ออ้อมวิหารกลางไปทางขวา ระหว่างทางจะมีวิหารย่อยอีก ซึ่งทุกวิหารไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปด้านใน
ในวิหารกลาง มีพระพุทธรูป และเทพธรรมบาลทิเบต อีกทั้งยังมีพระแก้วมรกตด้วย บนผนังตกแต่งด้วยศิลปะทิเบตทังก้า ส่วนวิหารเล็กที่แยกไปฝั่งซ้าย มีแบบจำลอง พุทธเกษตร ที่ต่างๆ แยกเป็นมณฑล เป็นภูเขาสีทองและมีอาคารเล็กๆ บนเขา สวยมาก




จากบนนี้ จะมองเห็นวิวเมืองเก่า ได้ในมุมกว้าง ตรงโซนเนินเขารอบๆ วัด มีจามรีกินหญ้าอยู่หลายตัว




บริเวณกงล้ออธิษฐานช่วงเย็น มีคนมาช่วยกันหมุนเยอะมากๆ ตอนเย็นเขาเปิดไฟ กงล้อสะท้อนไฟสวยไปอีกแบบ




กงล้อใหญ่และหนักมาก มีความสูงถึงประมาณ 21 เมตร และมีน้ำหนักรวมกว่า 60 ตัน ต้องใช้คนประมาณ 10-20 คน ในการหมุน ตัวกงล้อทำจากทองแดงบริสุทธิ์ชุบด้วยทองคำ รอบกงล้อแกะสลักลวดลายวิจิตรบรรจงตามความเชื่อของพุทธศาสนานิกายมหายานและนิกายวัชรยาน (ทิเบต) เช่น รูปสลักพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ สิ่งมงคลทั้งแปด (Ashtamangala) และบทสวดมนต์ศักดิ์สิทธิ์ด้านในกงล้อ จารึกบท “โอม มณี ปัทเม หุม” อยู่ 1 ล้านจบ ประมาณว่าการหมุน 1 รอบ เหมือนสวดมนต์ 1 ล้านจบ ตามธรรมเนียมก็หมุนกัน 3 รอบ
บท “โอม มณี ปัทเม หุม” (Om Mani Padme Hum – ཨོཾ་མ་ཎི་པདྨེ་ཧཱུྃ།) เป็นหัวใจแห่งมหากรุณาและเป็นบทสวดมนต์ศักดิ์สิทธิ์และแพร่หลายที่สุดของพุทธศาสนานิกายวัชรยาน (ทิเบต) ความหมายของคาถา 6 พยางค์นี้ แปลว่า โอม มณีในดอกบัว เป็นสัญญลักษณ์ถึงการชำระล้างกาย วาจา ใจ ให้บริสุทธิ์เพื่อเข้าสู่มรรคผล (แปลง่ายๆ คือ จิตของเราสามารถเข้าถึงธรรมได้ดุจแก้วมณีอันผ่องใส) และเชื่อมโยงกับ พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ (พระกวนอิม) ซึ่งชาวทิเบตเชื่อว่า การหมุนกงล้อที่บรรจุบทสวดนี้ จะช่วยแผ่เมตตาบารมีและส่งพลังแห่งคำอวยพรออกไปสู่สรรพสัตว์ทั้งปวงทั่วสากลโลก

พอกงล้อเริ่มจะหยุดหมุน เพราะแรงไม่พอ คนที่ยืนอยู่รอบๆ ก็วิ่งเข้ามารุมช่วยหมุน เพื่อให้กงล้อหมุนต่อไป


หมุนกงล้อกันจนมืด แล้วพวกเราก็ลงจากเข้า ด้านหน้าวัดมีลานกิจกรรม ที่โดยปกติจะมี รำวง แบบทิเบต แต่วันที่พวกเรามา มีศิลปินมาร้องเพลง เล่นดนตรี ตามมุมต่างๆ ของลาน





พอพระอาทิตย์ตกก็รู้สึกหนาววูบเลย อากาศตอนนี้ -3°C พวกเราเดินชมเมืองเก่าต่อในโซนใกล้วัด แถวนี้มีร้านอาหาร ร้านชาบู และร้านขายของที่ระลึกให้เลือกหลายร้าน บรรยากาศช่วงกลางคืนที่เมืองเก่า Dukezong ก็สวยไปอีกแบบ







ร้านขายเหล้าบ๊วยร้านนี้ เพื่อนเรามาชิม เห็นว่าอร่อยมาก เราไม่ได้ชิมเพราะค้างคืนเดียว ที่โรงแรมไม่แนะนำให้ดื่มแอลกฮอล์ในวันแรก เดี๋ยวร่างกายปรับตัวกับที่สูงไม่ทัน






มีคนจูงสุนัขมาเดินเล่นให้เห็นเรื่อยๆ บางร้านก็มีน้องหมานอนขดอยู่หน้าร้าน น่าจะหนาว





ร้านของฝากหลายร้านมีสินค้าทำมือเก๋ๆ หลายรูปแบบ ทั้งไม้แกะสลักเป็นตุ๊กตาน่ารักๆ หรือตุ๊กตาที่ทำจากขน felt ก็มี









พวกเราซื้อโปสการ์ดเป็นที่ระลึก แล้วไปปั๊มตราปั๊มในร้าน เก็บเอาไว้ดูเล่น แล้วยังได้ซื้อธงมนต์ทิเบต เขียนว่า โอม มณี ปัทเม หุม กลับมาแขวนที่บ้านด้วย









พวกของกล่องจุ่ม และแมกเน็ตติดตู้เย็นก็มีให้เลือกเพียบ

อันนี้เจ๋งมาก เป็นผู้เฒ่าจันทรา ที่เหมือนเป็นกามเทพของจีน กำลังจะโยนบ่วงไปจับคู่ให้มนุษย์ (!?)




ร้านเช่าชุดร้านนี้มีบริการถ่ายภาพด้วย ที่ทีวีหน้าร้านเปิดวิดิโอ โชว์ชุด และการแต่งหน้า แบบที่ร้านนี้ให้บริการ



ร้านเนื้อจามรีย่างถ่าน ชื่อ CARBON คนรุมซื้อเยอะมากๆ พวกเราเลยกินร้านฝั่งตรงข้าม เป็นร้านอาหารท้องถิ่นที่เปิดเพิงขายหน้าร้าน ไม้ละ 10 หยวน อร่อยมากๆ เผ็ดมากๆ คนที่นี่ทานเผ็ดมากกว่าที่คิดแฮะ

พวกเราแวะซื้อออกซิเจนกระป๋อง ติดไว้ 1 กระป๋อง แล้วกลับโรงแรมไปพักผ่อน เตรียมพร้อมสำหรับวันพรุ่งนี้ วันสุดท้ายที่แชงกรี-ล่า ก่อนเดินทางกลับคุนหมิง
Steps: 9,674
