
Day 7: 29th Thu
แผนของพวกเราในเช้านี้ คือ ไปวัดซงจ้านหลิน ศูนย์กลางแห่งศรัทธา และ สัญลักษณ์ แห่ง แชงกรีล่า วัดพุทธวัชรยาน ที่ใหญ่ที่สุดในมณฑลยูนนาน




พวกเราเดินออกทางประตูหลังของโรงแรม ลัดเลาะผ่านซอยเล็กๆ มายังเมืองเก่าตู๋เค่อจง เดินต่อไปได้ไม่ไกลก็ถึงโซนประตูทิศเหนือของเมือง เป็นกำแพงคล้ายป้อม และมีอาคารทรงจีนด้านบน คล้ายๆ กำแพงเมืองเก่าต้าหลี่ ตรงจุดนี้จะมีถนนใหญ่ ที่เรียกรถ Didi ได้สะดวกกว่าตรงหน้าโรงแรม

ใช้เวลา 15 นาทีก็มาถึงโซนหน้าทางเข้าวัด โดยพวกเราปักหมุดไปลงที่ร้านเช่าชุดกันก่อน เป็นร้านที่ได้คะแนนรีวิว 4.6 ดาว ใน Amap ชื่อร้าน Yangzhou Tibetan Clothing Rental Shop






ราคาค่อนข้างถูกถ้าเทียบกับร้านอื่น เช่าชุดพร้อมแต่งหน้า ทำผม ชุดละ 70 หยวน (ผู้ชาย 60 หยวน) รวมทุกอย่าง ไม่มีมัดจำ เมื่อเลือกชุดได้แล้วเค้าจะให้ถอดเสื้อโค้ทตัวนอก และเสื้อกันหนาว ใส่ถุงฝากไว้ ใส่แต่เสื้อแขนสั้นและฮีทเทค จากนั้นก็พาไปใส่ชุด แล้วรอคิวแต่งหน้าทำผม การใส่ชุดทิเบตที่นี่ จะใช้การ สวมทับเสื้อตัวใน และกางเกงขายาว ผูกๆ พาดๆ เร็วมากๆ แป๊บเดียวเท่านั้น


ระหว่างรอ ทางร้านก็มีนมจามรีอุ่นๆ มาเสิร์ฟให้พวกเราทั้งสองคน

ก่อนจะแต่งหน้าเขาก็จะเอาสไตล์ต่างๆ มาให้เลือกใน ipad เนื่องจากเรามีเวลาน้อย เพราะต้องรีบกลับมา check out ที่โรงแรม เลยบอกเขาว่า ขอแต่งง่ายๆ เร็วๆ พอ เอาแบบประมาณนี้ เขาก็จัดให้ รวดเร็วมาก มีเขียนลายที่แก้มและติดขนตาปลอมให้ด้วย
ตรงผมเปียจะเป็นไหมพรมที่ถักมาแล้วเอามาติด สวมหมวก แล้วติดเครื่องประดับทับอีกชั้น โดยเขาเลือกสไตล์ให้เข้าคู่กัน
คืนชุดได้ช่วงหนึ่งทุ่มเลย ก็คือใส่ได้ทั้งวัน (แต่เดี๋ยวพอออกจากวัดเราก็เอามาคืนละ) เสร็จแล้วเราก็เดินข้ามถนนมาตรงทางเข้าวัด แล้วเดินเข้าไปในอาคารเพื่อที่จะซื้อบัตรเข้าวัด และบัตรรถบัส รับ-ส่ง
ค่าเข้าวัด 55 หยวน รวมค่ารถบัสไป-กลับ รวมเป็น คนละ 75 หยวน ห้องน้ำตรงอาคารนี้สะอาดมากๆ มีชักโครกแบบนั่งด้วย แนะนำว่าให้เข้าห้องน้ำตรงโซนนี้น่าจะดีกว่าไปที่วัด เพราะวัดใหญ่มาก อาจจะเดินไกล และนักท่องเที่ยวเยอะ (นักท่องเที่ยวที่มากับทัวร์ จะไม่ได้เข้ามาบริเวณนี้ เพราะรถทัวร์มักจะตรงเข้าไปส่งที่หน้าวัดด้านบนเลย ไกด์ซื้อตั๋วมาให้เรียบร้อยแล้ว)





รถบัสคันที่เราขึ้นมีพระสงฆ์วัชรยานหลายรูปเลย ระหว่างทาง รถจะจอดรับ-ส่ง บางป้าย จะมีป้ายนึงเป็นป้ายทะเลสาบ Lamuyangcuo เป็นจุดถ่ายภาพยอดฮิตอีกที่ แต่เราเวลาไม่พอเลยไม่ได้แวะ ตรงจุดนี้จะเห็นวิววัดซงจ้านหลินในระยะไกล สะท้อนกับทะเลสาบขนาดใหญ่

ชุดของพวกเราค่อนข้างหนัก แต่ก็อุ่นดี ใส่ซักพักก็ชิน พอถึงจุดที่รถจอดให้ลง เราก็เดินตามพระที่มาด้วยกันไปยังทางเข้าที่ตรวจตั๋ว

Songzanlin Monastery วัดซงจ้านหลิน หรืออีกชื่อนึงคือพระราชวังโปตาลา จำลอง เนื่องจากวัดนี้มีลักษณะสถาปัตยกรรมที่คล้ายกับ พระราชวังโปตาลาที่กรุงลาซา เมืองหลวงของทิเบต เป็นสถาปัตยกรรมรูปแบบศิลปะแบบทิเบตแท้ๆ ที่วิจิตรบรรจง หลังคาเคลือบด้วยทองคำส่องประกายระยิบระยับเมื่อต้องแสงแดด วัดนี้ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1679 (พ.ศ.2222) โดยจักรพรรดิคังซี และ องค์ดาไลลามะ ที่ 5 ตั้งอยู่ที่ระดับความสูงประมาณ 3,380 เมตรจากระดับน้ำทะเล ช่วงปฏิวัติวัฒนธรรมวัดซงจ้านหลินได้รับความเสียหายอย่างหนัก แต่หลังจากนั้น ประมาณช่วงปี 1980 รัฐบาลจีนก็ได้ฟื้นฟูวัดนี้ขึ้นมาใหม่
ที่นี่ยังเป็นวิทยาลัยสงฆ์ของพุทธวัชรยาน นิกายเกลุก (Gelug) หรือ นิกายหมวกเหลือง ซึ่งความพิเศษของนิกาย “หมวกเหลือง” คือการสืบทอดความรู้ผ่านการ ดีเบทธรรม ที่ใช้ท่าทางดุดันในการ ถาม-ตอบ เพื่อเข้าถึงแก่นแท้ของพุทธปรัชญา






พอเข้าประตูมาจะพบกับบันได 146 ขั้น เพื่อขึ้นไปยังวิหารด้านบน ถ้าใครเหนื่อย หรือขึ้นไม่ไหว ก็ใช้บริการนั่งมอเตอร์ไซค์ของชาวบ้านแถวนั้นขึ้นไปได้ รู้สึกจะ 10 หยวน ต่อคน

วันนี้โชคดีที่ฟ้าเปิด แดดออกสวย หลังคาเป็นสีทอง สีท้องฟ้าตัดกับสีวิหารโดดเด่น ภายในวัดควรเดินวนขวา ตามธรรมเนียม ถ่ายภาพได้แค่บริเวณด้านนอก ในวิหารห้ามถ่ายเด็ดขาด ด้านในวิหารหลักสวยอลังการมาก มีพระพุทธรูป พระโพธิสัตว์ เทพธรรมบาล ขนาดใหญ่ มากมาย บนผนังมีภาพวาดทังก้าทิเบต โซนตรงกลางวิหารมีพระสงฆ์กำลังทำพิธีอยู่

มีคนใส่ชุดทิเบตมาเที่ยวเหมือนเราหลายคนเลย ส่วนคนที่ไม่ได้ใส่ชุดเช่า มาที่นี่ก็แนะนำให้แต่งตัวเรียบร้อยมิดชิดเหมือนเข้าวัดที่ไทย

ทั้งที่วัดซงจ้านหลิน และวัดต้าฝอ ตลอดจนโซนต่างๆ ภายในเมืองเก่าตู๋เค่อจง เราจะเห็น สัญลักษณ์มงคล 8 ประการ (Ashtamangala) อยู่ตามจุดต่างๆ
โดยเฉพาะบนกงล้ออธิษฐานขนาดใหญ่ที่วัดต้าฝอเมื่อวาน จะเห็นสัญลักษณ์เหล่านี้ชัดมาก โดยมีความหมายดังนี้

ฉัตร: การปกป้องจากความร้อน (กิเลส)

ปลาคู่: ความสุขและความเป็นอิสระ

แจกันแห่งขุมทรัพย์: ความมั่งคั่งทางธรรมที่ไม่มีวันหมด

ดอกบัว: ความบริสุทธิ์เหนือโคลนตม

สังข์: เสียงแห่งธรรมที่ประกาศไปทั่วทิศ

เงื่อนอนันตภาคย์ (Eternal Knot): ความเชื่อมโยงของสรรพสิ่งและความรู้ที่ไม่สิ้นสุด

ธงแห่งชัยชนะ: การชนะกิเลสและความเขลา

ธรรมจักร: กงล้อแห่งพระธรรม
ภายในวัดดูเหมือนเมืองย่อมๆ พื้นที่ด้านในประกอบไปด้วยวิหารหลากหลายขนาด ที่สร้างลดหลั่นกันบนเนินเขา คล้ายกับหมู่บ้านพระ วัดเปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08:00 – 18:00 น









เราไหว้กันทุกโบสถ์ พลังงานดีมาก รู้สึกว่าศักดิ์สิทธิ์มากๆ เทพธรรมบาลของทิเบต เป็นเทพท้องถิ่น ที่ผสมผสานกับศาสนาพุทธเป็นเทพธรรมบาล


ระหว่างเดินชมวัด ก็เจอกลุ่มทัวร์ไทย กำลังพานักท่องเที่ยวเดินชมวัดเหมือนกัน จริงๆ แล้ว ที่แชงกรีล่านี่เจอคนไทยเยอะนะ ค่อนข้างเยอะกว่าตอนอยู่เมืองอื่นๆ ในยูนนาน

โซนกำแพงสีเหลือง เป็นอีกจุดที่คนนิยมมาถ่ายรูป




ธงมนต์ห้าสี แบบวัฒนธรรมทิเบต สื่อถึงธาตุทั้ง 5 ที่จะนำคำอธิษฐานลอยไปกับสายลม บนธงเขียนมนต์ “โอม มณี ปัทเม หุม”
(เคยเขียนเรื่องนี้ไว้ใน blog จิ่วจ้ายโกว )
- สีฟ้า (น้ำเงิน): เป็นสัญลักษณ์ของท้องฟ้าและอวกาศ
- สีขาว: เป็นสัญลักษณ์ของเมฆและอากาศ
- สีแดง: เป็นสัญลักษณ์ของไฟ
- สีเขียว: เป็นสัญลักษณ์ของน้ำ
- สีเหลือง: เป็นสัญลักษณ์ของดิน
พอเดินครบรอบวัด เราก็ลงบันไดกันมา เนื่องจากต้องทำเวลาเลยขึ้นรถเมล์สาธารณะคันที่ใกล้เต็ม ใกล้จะออกแล้ว ไม่ได้ไปขึ้นรถบัสแบบที่ซื้อตั๋วมาแล้วที่นั่งมาตอนแรก (ต้องเดินไปอีกหน่อย) พวกเรายืนบนรถเมล์ไปกับพระและนักท่องเที่ยว ไม่นานก็มาถึงตรงหน้าจุดบริการนักท่องเที่ยว
พวกเราเดินข้ามถนนกลับมาที่ร้านเช่าชุด Yangzhou Tibetan Clothing Rental Shop เจ้าของร้านและทีมงานบริการดีมากๆ คืนชุด ใส่เสื้อหนาวกันเรียบร้อย แล้วก็กลับไปเช็คเอาท์ที่โรงแรม



วิวระหว่างนั่งรถ ที่แชงกรีล่า
พวกเราฝากกระเป๋าเดินทางไว้ที่โรงแรม แล้วเดินออกมาที่เมืองโบราณตู๋เค่อจง เพื่อที่จะไปหาข้าวกลางวันทานกัน










สำหรับมื้อเที่ยงเราก็เลือกเป็นร้าน Zhanbala Tibetan Food เข้ามาในร้านก็รู้สึกเหมือนอยู่บ้านเลย เจ้าของร้านก็เลี้ยงลูกไปด้วย คุณยายก็นั่งผิงไฟอยู่ที่เตา



เรายังติดใจอาหารทิเบตที่กินเมื่อวานอยู่ เลยสั่งเมนูซ้ำไปบางเมนู เริ่มกันที่ Sūyóuchá ซูโย๋ฉา ติดใจมาก ชาเนยจามรี กินคู่กับนมทอดราดน้ำตาล ให้ฟีลแบบกินปาท่องโก๋กับน้ำชาเลย แล้วก็สั่งเห็ดย่างเนยจามรี (อีกแล้ว) ร้านนี้ทำรสชาติเหมือนร้านเมื่อวานเลย





ส่วนจานหลักคือพิซซ่าเนื้อจามรี สไตล์ทิเบต ที่เอาจริงๆ จะเรียกว่าพายเนื้อก็ได้ รสชาติของไส้ด้านในจะคล้ายๆ ผัดผงกะหรี่ มื้อนี้รวมแล้ว 117 หยวน
มาพูดถึงชื่อร้านกันบ้าง ที่แชงกรีลา จะเห็นคำว่า ชัมบาลา (Shambhala) หรือ “ศัมภละ” ในภาษาสันสกฤต อยู่บ่อยๆ ซึ่งคำว่าชัมบาลานี้ มีที่มาจากคัมภีร์กาลจักรตันตระ ของทิเบต ที่มีอายุนับพันปีมาแล้ว มีความหมายว่า “ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของผู้บรรลุธรรม” ชาวชัมบาลาทุกคนเป็นผู้บรรลุธรรม มีอายุยืนยาว ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ และอยู่ร่วมกันด้วยความเมตตาและปัญญา ฟังดูคล้ายๆ พุทธเกษตร “สุขาวดี” ของฝั่งมหายาน (แต่ชัมบาลาไม่ได้ถูกจัดเป็นพุทธเกษตร ซึ่งอยู่มิติอื่น แต่เป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์บนโลกมนุษย์)
เป็นไปได้ว่า เจมส์ ฮิลตัน ผู้แต่งหนังสือเรื่อง Lost Horizon อาจจะนำคอนเซปต์นี้มาเป็นแรงบันดาลใจในการตั้งชื่อ แชงกรีล่า ก็เป็นได้
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 หน่วยงานของนาซีเยอรมันเคยส่งคณะสำรวจไปยังทิเบตเพื่อตามหา “ทางเข้าชัมบาลา” เพราะเชื่อว่าเป็นแหล่งพลังงานลึกลับที่จะช่วยให้พวกเขาชนะสงครามได้
พวกเราเดินชมเมืองตู๋เค่อจงกันต่อซักพัก แล้วกลับมารอเวลาขึ้นรถไฟที่โรงแรม Yanlu Library Oxygen Hotel โดยเลือกที่จะใช้เวลาในห้องสมุดของโรงแรม อ่านหนังสือ และดูหนังสือภาพ (และนอนงีบ!) น้องปาลา สุนัขของโรงแรมเข้ามาทักทาย และบอกลา พวกเราในห้องสมุดด้วย
พอได้เวลา พวกเราก็เรียก Didi ไปยังสถานีรถไฟแชงกรีล่า



Shangri-la >> Kunming
เย็นวันนี้พวกเราจะนั่งรถไฟความเร็วสูง จากแชงกรีล่า รอบ 5 โมงครึ่ง ไปถึงคุนหมิง ประมาณ สี่ทุ่ม นั่งยาวๆ ไปเลย



พวกเรามาถึงสถานีประมาณ 4 โมงครึ่ง แวะซื้อเสบียงไปกินบนรถไฟเป็นอาหารเย็น จากนั้นก็ไปรอต่อแถวที่เกท ซึ่งที่นี่มีแค่เกทเดียว
พอใกล้เวลา เข้าเกทมาได้ ก็ต้องขึ้นไปที่ชานชาลา.. ซึ่งคนขึ้นบันไดเลื่อนเยอะมาก การ์ดเลยต้องรับบทจอมพลัง ยกกระเป๋าสองใบเดินขึ้นบันไดไป เพื่อไปรอขึ้นรถไฟให้เร็วที่สุด รอบนี้เราเลือกขึ้นรถไฟชั้น 2 เหมือนเดิม






นักท่องเทียวนั่งรถไฟกลับคุนหมิงเยอะมากๆ สมกับเป็นสถานีของเมืองที่คนมาเที่ยวเยอะ จนที่วางกระเป๋าล้นสุดๆ ล้นไปข้างหลัง แบบปิดประตูห้องน้ำมิด พวกเราเลยต้องเอากระเป๋าไว้ตรงที่วางเท้าใบนึง แล้วเอาอีกใบที่เบากว่า ยกขึ้นไปเก็บด้านบนเหนือที่นั่ง
ระหว่างเดินทาง ก็มีพนักงานขายสินค้า วนมาขาย และแจกขนมให้ชิม แจกครีมให้ทามือเรื่อยๆ ชอบดูเค้าขาย สนุกดี
พอถึงแถวๆ ต้าหลี่ ก็จอดรอ จัดระเบียบขบวน กว่า 40 นาที รถไฟเลยดีเลย์ จากที่ต้องเดินทาง 4 ชั่วโมงครึ่ง กลายเป็นเกือบ 6 ชั่วโมง
สำหรับใครที่วางแผนว่าจะนั่งรถไฟดึก แล้วมาต่อเครื่องบินเนี่ย มีเสี่ยงนะ เพราะว่าบางทีกลางคืนรถไฟรอบมันน้อย อาจจะมีการดีเลย์ได้
ออกจากรถไฟมาแล้ว พวกเราก็เรียก Didi ไปยังโรงแรม Kunming Moore Hotel (Nanping Pedestrian Street) ที่อยู่โซนในเมือง เผื่อพรุ่งนี้จะได้เที่ยวง่ายๆ ก่อนบินกลับไทยในช่วงบ่าย
Steps: 8,536
