Day 3: 25th Sun
เช้านี้หนาวกว่าที่คิด ช่วง 7 โมงครึ่ง อากาศด้านนอก 4 องศาฯ (feel like 2) ที่พักที่นี่ไม่มีฮีตเตอร์ในห้องน้ำให้ ก็จะอาบน้ำกันแบบหนาวๆ หน่อย พวกเราวางแผนกันไว้ว่า เช้านี้จะไปเดินเที่ยวตลาดชาวนาแถวประตูเมืองโบราณฝั่งเหนือ แล้วไปหาข้าวเช้ากินแถวนั้นเลย

ประมาณ 9 โมงกว่า อากาศอุ่นขึ้นมาเป็น 8 องศาฯ (feel like 6) พวกเรานั่ง Didi มาที่ประตูเมืองทิศเหนือ ราคา 41 บาท ถูกมากเพราะระยะทางไม่ไกล






บริเวณนี้มีร้านค้าหลากหลาย และมีร้านอาหารเช้าหลายรูปแบบ คนจีนนิยมกินปาท่องโก๋ น้ำเต้าหู้ ซาลาเปา กันช่วงเช้า แต่อากาศหนาวๆ แบบนี้ คิดว่าไปกินเกี๊ยวน้ำกันดีกว่า




พวกเราสั่งเป็นเกี๊ยวไส้เนื้อสับ แบบแห้ง และเกี๊ยวน้ำไส้หมูสับและผักกาด (อดไม่ได้ที่จะใส่พริกหม่าล่าด้วยตอนทานกับจิ๊กโฉ่ว) อิ่มกำลังดี จากนั้นก็ไปทานกาแฟกันต่อที่ร้านฝั่งตรงข้าม



ร้าน FREE SOUL COFFEE พวกเราสั่งเมนูลาเต้กุหลาบ เวลามายูนนานถ้าสั่งเมนูที่มีกุหลาบ ร้านอาจจะไม่ได้ใช้แค่ไซรัปกลิ่นกุหลาบ แต่ได้กลีบกุหลาบแบบทานได้มาด้วย เพราะแถบนี้เป็นแหล่งปลูกกุหลาบแบบทานได้ที่ใช้ในเมนูอาหารและขนมหลากหลาย ที่เห็นได้บ่อยที่สุดก็คือขนมเปี๊ยะไส้กุหลาบนั่นเอง ร้านนี้มีที่นั่งชั้น 2 ให้นั่งชมวิวกันด้วย ให้อารมณ์แบบโรงเตี๊ยม แต่เรานั่งกันหน้าร้านนั่นแหละ อาบแดดกันซักหน่อย







มองไปรอบๆ จะเห็นร้านอุปกรณ์มือถือ, ร้านเสื้อผ้า ไปจนถึงโบสถ์คริสต์ทรงตึกจีน พวกเราไม่ได้เข้าไปชมโบสถ์เพราะวันนี้เป็นวันอาทิตย์ น่าจะมีพิธีอยู่

ถัดไปหน่อยก็จะเป็นทางเข้าตลาดอยู่ทางฝั่งทิศตะวันตก เห็นวิวเทือกเขาชางซานอยู่ไกลๆ จากตรงนี้จะเริ่มเห็นร้านขายเนื้อสด ร้านขายแฮม และผักผลไม้ต่างๆ ตั้งอยู่สลับกับร้านอาหารเช้า, ร้านก๋วยเตี๋ยว, เป็ดย่าง ร้านกาแฟ ถัดไปตรงสี่แยกก็จะเริ่มมีร้านแบกะดินมาตั้งเรียงราย






ที่หัวมุมถนนมีร้านที่คนต่อแถวยาว เป็นร้านขายน้ำเต้าหู้ ลูกค้านั่งทานน้ำเต้าหู้กับปาท่องโก๋แท่งยาวๆ อยู่หน้าร้าน บนเก้าอี้พลาสติกที่เป็นทั้งเก้าอี้และโต๊ะ


พวกเราอดใจจากน้ำเต้าหู้ได้แต่สุดท้ายก็มาซื้อนมบรรจุขวดจากคุณลุงที่อีกหัวมุมถนน ราคาขวดละ 8 หยวน คือเป็นนมที่ สด มัน อร่อยมากๆ ได้ชิมแล้วต้องซื้อเลย ที่สำคัญคืออุ่นกำลังดีเลย อากาศหนาวๆ แบบนี้ได้กินนมอุ่นๆ คือฟินสุดๆ ร้านนี้ขายโยเกิร์ตด้วย ถ้วยละ 6 หยวน แต่ไม่ได้ซื้อมาลอง









แถวนี้มีร้านเป็ดย่าง และร้านก๋วยเตี๋ยวด้วย ซึ่งร้านก๋วยเตี๋ยวเนี่ยคนแน่นมาก จนต้องทำที่นั่งเพิ่มไปถึงตึกฝั่งตรงข้าม เดินไปอีกไม่ไกลก็จะถึงทางเข้าตลาดสด ที่เค้าจะแบ่งล็อคไว้เป็นโซนๆ มีห้องน้ำให้บริการ

โซนตลาดนี่มีร้านขายของสารพัดอย่าง ตั้งแต่ผลิตผลทางการเกษตร, ผัก, ผลไม้, ชีส, นม, ไข่, เนื้อสัตว์, ตีนไก่, เห็ด, เส้นก๋วยเตี๋ยว, เต้าหู้, ดอกไม้ กระทั่งกิ่งดอกท้อยังมีขาย แล้วก็มีคนซื้อด้วย! (เห็นคนถือกิ่งท้อเดินอยู่กลางเมือง)










พวกเราซื้อแยมดอกหอมหมื่นลี้ และแยมกุหลาบ ขวดเล็ก กลับมาเป็นที่ระลึก









มีเต้าหู้หลากหลายรูปแบบ ขนาดใหญ่มากๆ ก็มี อีกทั้งยังมีเต้าหู้ขน เป็นเต้าหู้ที่มีวิธีการผลิตแบบมีราขึ้น อันนี้ไม่กล้าลองชิมเท่าไหร่ บางก้อนที่คล้ายเต้าหู้ชิ้นใหญ่ๆ สีครีมๆ ก็เป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากถั่วลูกไก่ คนแถวนี้นิยมนำไปทำอาหาร (เดี๋ยวจะได้เห็นหน้าตาตอนปรุงเสร็จแล้วตอนพวกเราสั่งอาหารที่ลี่เจียง)









เดินออกมาจากตลาดสด เข้าถนนอีกเส้นที่เดินกลับไปทางประตูเหนือได้เหมือนกัน ถนนเส้นนี้จะมีคนมาขายผักผลไม้แบกะดินตลอดเส้นทาง เป็นการเดินตลาดที่สนุกมาก ตื่นตาตื่นใจกับความใหญ่มหึมาของผักแต่ละชนิด มะเขือเทศใหญ่เท่ากำปั้น พริกและมะเขือม่วงขนาดยักษ์ ผักกาดก็ใหญ่มากกก แบบกินกี่วันหมด?

ที่อเมซซิ่งคือ ได้ลองชิมเห็ด และยำเห็ดชนิดต่างๆ ที่ไม่รู้ว่าคือเห็ดอะไร แต่เขาบอกว่ามันรสชาติเหมือนเนื้อวัวบ้าง เหมือนไก่บ้าง ไม่น่าเชื่อว่าพอชิมแล้วมันจะรสชาติคล้ายเนื้อวัวและเนื้อไก่จริงๆ! ยำที่ว่านี้คือยำกับน้ำมันพริกหม่าล่า กินกับก๋วยเตี๋ยวหรือข้าวน่าจะอร่อยนะ









มีรถขนอ้อยสด ขับผ่านหลายรอบ คนแถวนี้ก็ชอบทานน้ำอ้อย หรือเคี้ยวอ้อยเหมือนกัน





พวกเราเดินวนกลับมาทางป้อมประตูเหนือ แล้วเดินขึ้นไปชมป้อม เห็นว่าเป็นป้อมที่สร้างตั้งแต่สมัยราชวงศ์หมิง แล้วบูรณะซ่อมแซม สร้างใหม่ มาเรื่อยๆ จากบนนี้ชมวิวเมืองเก่า และภูเขาชางซานได้สวยสุดลูกหูลูกตา




ตอนนี้เป็นเวลา 11 โมงครึ่ง อากาศเริ่มไม่หนาวมากแล้ว อยู่ที่ประมาณ 9-10 องศา เซลเซียส เป็นอากาศแบบที่เดินชมเมืองได้ชิลๆ ยาวๆ เลย






จากประตูเหนือเราจะเดินกลับโรงแรมกัน ระยะทางอยู่ที่ประมาณ 1 กิโลเมตร ว่าจะแวะคาเฟ่ที่เล็งเอาไว้อีกที่ระหว่างทาง


ถนนเส้นนี้เราเดินผ่านเมื่อคืน เป็นเส้นที่รถยนต์วิ่งได้ มีร้านอาหารเยอะๆ เวลากลางวันบรรยากาศต่างจากช่วงกลางคืนมากเลย






พวกเราเลือกเส้นทางที่ผ่านซอกซอยที่ไม่เคยเดิน ผ่าน guest house และคาเฟ่สวยๆ หลายแห่ง ขนมปังอบใหม่ๆ จากร้านขนมปังก็น่าลอง บางร้านจะเขียนวันที่ที่อบไว้หน้าร้านเลย (ซึ่งก็คือวันนี้)









เรามาแวะกันที่ร้านกาแฟ Rú Shì (Truth Coffee) เป็นหนึ่งในร้านที่เราเล็งมาจาก xiao hong shu พอมาถึงก็ได้พบกับมาสคอตร้าน คือน้องหมาตัวโต น่ารักมากๆ อ้อนเจ้าของสุดๆ





ทางร้านกำลังชิมกาแฟหลากหลายรูปแบบกันอยู่พอดี ซักพักเค้าก็ชวนพวกเราไปชิมบ้าง กาแฟที่ชิมมีหลากรส หลายเมล็ด บางแบบก็คล้ายกาแฟภาคเหนือไทย บางแบบก็มีกลิ่นออก floral เจ้าของร้านนี้พูดภาษาอังกฤษเก่งมากๆ
พวกเราสั่งเป็น Spice Piccolo เสิร์ฟพร้อมกับแครกเกอร์เห็ดทรัฟเฟิล นั่งกินหน้าร้าน อาบแดดอุ่นๆ รสชาติกาแฟร้านนี้ อร่อยสมคำร่ำลือ



เวลาเที่ยงกว่าๆ พวกเรากลับมาเตรียมตัว check out (เขาให้ late check out ได้ถึงบ่ายโมง) ยังพอมีเวลาเพราะรถไฟไปลี่เจียงที่จองไว้เป็นรอบเย็น แมวทั้ง 3 ของที่พักแวะเวียนมาเล่นกับพวกเรา เพราะน่าจะเร่ิมคุ้นแล้ว เจ้าของที่พักและทีมกำลังล้อมวงกินข้าวกลางวันกันที่คาเฟ่อยู่พอดี พวกเราฝากกระเป๋าเดินทางไว้ แล้วเดินออกไปทางตรอกเดิม เพื่อไปประตูเมืองเก่าฝั่งตะวันออกบ้าง







ประตูเมืองเก่าฝั่งตะวันออกชื่อประตู Erhai ถ้าเป็นสมัยก่อนน่าจะมองเห็นทะเลสาบ Erhai ได้จากบนนั้น แต่สมัยนี้มีตึกมีอะไรบัง ก็จะเห็นได้ยากหน่อย ด้านบนเป็นร้านขายของที่ระลึก มีคนถ่ายรูปในชุดชาวเผ่า พร้อมตากล้อง อยู่ 2 ทีม พวกเราอ้อมลงบันไดมาอีกทาง แถวๆ ประตูตะวันออกนี่มีร้านอาหารหลายร้านเลย บางร้านก็ดูเป็นร้านนั่งชิล จิบแอลกฮอล์ ได้ยันดึก


แถบนี้มีร้านขนมเปี๊ยะไส้กลีบกุหลาบ (จริงๆ ก็มีทั้งเมือง) แต่แตกต่างจากร้านอื่นตรงที่ว่า เขาตากกลีบกุหลาบให้เห็นกันตรงหน้าร้านเลย

พวกเราเดินไปถ่ายรูปกันมาสคอตแมวอ้าปาก ที่เป็นร้านขายของที่ระลึกกันแล้วก็เดินต่อกลับเส้นทางเดิม
จริงๆ แล้วแมวอ้าปากที่ปรากฏบนหลังคาบ้านแถบต้าหลี่และลี่เจียงนี่จริงๆ แล้วเป็น “ผู้พิทักษ์” ประจำบ้านนะ นางมีหน้าที่เขมือบสิ่งชั่วร้ายหรือวิญญาณที่ไม่ดีที่จะเข้ามาในบ้าน นอกจากนี้ยังอ้าปากดูดทรัพย์และเงินทองให้เข้ามาในบ้านด้วย โดยมีต้นกำเนิดมาจากการบูชาเสือของชนกลุ่มน้อยในยูนนาน พวกเราเลยได้เห็นของร้านขายของที่ระลึกขายตุ๊กตาแมวอ้าปากอยู่ทั่วเมืองเลย








จากนั้นก็แวะทานข้าวกลางวันกันที่ร้าน Huā Yǔ JùnYe Shengjun Hotpot ร้านอาหารของชาว Bai (ไป๋) สั่งเป็น เนื้อตุ๋นในซอสเสาวรส รสชาติเหมือนเนื้อผัดเปรี้ยวหวาน, เมนูยำแซ่บ ที่นำเห็ดที่รสชาติเหมือนไก่ หรือ เห็ด Jīzōng (เห็ดโคน) มายำกับยอดสนที่ขึ้นในภูเขาชางซาน, ข้าวผัดเห็ด, เกี๊ยวเห็ดมัตสึทาเกะ อร่อยมากๆ ใครมาที่ยูนนานแนะนำให้หาเมนูที่มีเห็ดมัตสึทาเกะทาน เพราะแถวนี้เป็นแหล่งปลูก ราคาจะไม่สูงมาก เพียงแต่ว่า ถ้าไม่ได้มาฤดูกาลของมันช่วงกลางๆ ปี เห็ดที่ได้จะเป็นเห็ดที่เก็บแช่แข็งไว้ ไม่ใช่เห็ดสดๆ เก็บใหม่ๆ แต่ก็อร่อย และถูกกว่าที่อื่นอยู่ดี








เราเดินกันไปตามถนนเส้นเก่าที่เดินเมื่อคืน พอเป็นเวลากลางวันก็ดูแปลกตาไปเลย มีคาเฟ่ตลอดทาง ร้านหน้าตาน่ารักเยอะแยะไปหมด




บ้านเรือนสีขาวสไตล์ไป๋ดูสวยสะดุดตาจริงๆ







คาเฟ่ที่ขึ้นไปนั่งถ่ายรูปบนหลังคาได้ คิวยาวมากๆ พวกเรากะว่าจะไปถ่ายคาเฟ่หลังคาที่ลี่เจียง จะได้เห็นวิวภูเขาหิมะด้วย




เราเดินกลับโรงแรมด้วยเส้นทางใหม่ มีภาพวาดบนฝาผนังแสดงให้เห็นถึงเรื่องราวของชนเผ่าต่างๆ ประดับริมทาง
มีร้านขายของ hand-made และของที่ระลึก และช่อดอกไม้ หลายร้าน ของที่ระลึกหลายอย่างทำจากผ้าย้อมคราม เพราะเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ขึ้นชื่อของต้าหลี่ บางที่ก็จะมี workshop ให้นักท่องเที่ยวได้ลองทำผ้ามัดย้อมด้วย






เมืองต้าหลี่เนี่ย เหมาะแก่การมาพักผ่อน นั่งชิว จิบกาแฟ และเดินเล่นจริงๆ ยังมีจุดที่พวกเรายังไม่ได้ไปอยู่เยอะเลย ถ้ามีโอกาสจะกลับมาอีกแน่นอน
พวกเราบอกลาเหล่าแมวทั้ง 3 และทีมงาน staff โรงแรม จากนั้นจึงลากกระเป๋าเดินทางไปขึ้น Didi ไปยังสถานีรถไฟ
เย็นนี้พวกเราจะขึ้นรถไฟไปเมืองลี่เจียงในเวลา 17.30 น. ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชม.






ระหว่างทาง รถไฟวิ่งขนานไปทางฝั่งขวาของทะเลสาบ Erhai เลยได้เห็นวิวทะเลสาบ และพระอาทิตย์ตกลับเหลี่ยมเขาผ่านทางหน้าต่างรถไฟ (พระอาทิตย์ตกในเดือนนี้ ในแถบนี้ ประมาณช่วง ใกล้ๆ 1 ทุ่ม)
เมื่อมาถึงลี่เจียงหน้าตาตึกรามบ้านช่องก็ดูเปลี่ยนไป มีความเป็นทิเบตและอาคารไม้ มากขึ้น รถไฟเทียบชานชาลาที่สถานีรถไฟลี่เจียงในเวลา 19.32 น. ที่ระดับความสูง 2,400m เหนือระดับน้ำทะเล
Steps: 10,994
