บาหลี เกาะแห่งทวยเทพ, ภูเขาไฟ และท้องทะเล จุดหมายของนักเดินทางทั่วโลก ที่แสวงหาการพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ สัมผัสความเชื่อท้องถิ่น ที่หลอมรวมกับวัฒนธรรมฮินดูแห่งเดียวในอินโดนีเซีย

ในทริปนี้เราจะอยู่กันที่ บาหลี ประเทศอินโดนีเซีย เป็นเวลา 4 วัน 3 คืน โดยจะเน้นกันที่โซน Ubud เมืองเก่าอายุกว่าพันปี ที่เป็นศูนย์รวมย่าน อาร์ตๆ ที่มีทั้ง คาเฟ่ชิคๆ วัดสวยๆ สไตล์ศิลปะบาหลี แล้วยังสามารถแวะไปเที่ยวชมนาขั้นบันไดและ น้ำตกต่างๆ ได้ไม่ไกลอีกด้วย

นอกจาก Ubud แล้ว เรายังได้ออกไปโซนทะเล เที่ยวแบบ One day trip ที่เกาะแห่งนักบุญ หรือ Nusa Penida ชม 3 Highlights ฝั่งตะวันตกที่ใครมาที่เกาะนี้ไม่ควรพลาด
บาหลียังมีโซนที่น่าเที่ยวอีกหลายที่ ทั้งโซนภูเขาไฟ ที่สามารถไป trek ขึ้นใกล้ๆ ปากปล่องภูเขาไฟได้ หรือโซนภูเขาสูง, โซนป่าดงดิบ, โซนทะเลที่นักท่องเที่ยวสามารถไปชมปลาโลมา, โซน Beach Club ที่เต็มไปด้วย Night Life มากมาย แล้วยังมีโซนวัด และโบราณสถานที่น่าสนใจ ทั่วเกาะ แต่เนื่องจากรอบนี้เรามาแค่ไม่กี่วัน เลยไม่ได้ไปไกล รอบถัดๆ ไปคิดว่าจะไป trek ที่ภูเขาไฟบ้าง
Day1: 7th Sunday
เนื่องจากมีไฟลท์เช้า คืนนี้เลยไม่ค่อยได้นอนกันเท่าไหร่ พวกเราวางแผนว่าจะไปเน้นนอนบนเครื่องบินเอา อีกทั้งยังสั่งอาหารบนเครื่องบินไว้เผื่อทานเป็น brunch เมื่อไปถึงจะได้ไม่ต้องไปหาข้าวกลางวันกินอีกถ้ายังอิ่มอยู่

พวกเราบินตรงด้วยสายการบิน Air Asia จาก ท่าอากาศยานดอนเมือง มุ่งสู่ เดนปาซาร์ เมืองหลวงแห่งเกาะบาหลี เครื่องบินออกเดินทางเวลา 6.20 ใช้เวลาเดินทาง 4 ชั่วโมง มาถึงในเวลา 11.30 น. โดยเวลาที่บาหลีจะเร็วกว่าที่ไทย 1 ชั่วโมง



พวกเราเดินทางกันในเดือนกันยายน เป็นช่วงปลายฤดูแล้งของบาหลี โดยปกติจะมีฝนตกน้อย แต่ปีนี้มันไม่ปกติ เลยเจอพายุฝนบ้างนิดหน่อย อากาศช่วงกลางวันเย็นสบาย ประมาณ 26 องศาเซลเซียส ช่วงกลางคืนประมาณ 21 องศา เซลเซียส เดือนนี้เป็นเดือนที่นักท่องเที่ยวไม่เยอะมากเท่าฤดูท่องเที่ยวหลัก ค่าโรงแรมและค่าตั๋วเครื่องบินก็จะถูกลงหน่อย


การเดินทางมาที่ บาหลี สำหรับคนไทยคือเข้าฟรี ไม่ต้องเสียเงินทำวีซ่า โดยภายใน 3 วัน ก่อนเดินทางจะต้องโหลดแอป All Indonesia ลงทะเบียนคนเข้าเมืองให้เรียบร้อยเพื่อความสะดวกในการผ่าน ตม. กับทำ E-Visa สำหรับผ่านเครื่องสแกนคนเข้าเมืองอัตโนมัติ
แต่เครื่องสแกนคนเข้าเมืองอัตโนมัตินี่ก็ ไม่แน่ใจว่าทำไมเราและนักท่องเที่ยวบางส่วนผ่านไม่ได้ บางคนมาเป็นกรุ๊ปเดียวกันก็ผ่านได้บางคน ก็เลยต้องไปต่อคิวผ่าน ตม. ตามปกติ ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง



การเดินทางส่วนใหญ่ในทริปนี้ พวกเราใช้บริการรถเช่าพร้อมคนขับ ของ Klook เป็นหลัก ตั้งแต่เริ่มทริปยันจบทริปเลย มีเรียก Grab เอง นิดหน่อยในวันที่ 2 (ในตัวเมืองเน้นเดินเอา)



จาก สนามบิน เดนปาซาร์ ตรงไป ยัง Ubud พวกเราเลือกเป็น แพคเกจ เช่าเหมารถพร้อมคนขับ 10 ชม. (รับที่สนามบิน) โดยเราสามารถวางแผนแวะเที่ยวตามจุดต่างๆ บนเกาะก่อนเข้าโรงแรมได้ แจ้งในแอป Klook ตอนจองได้เลย
ระหว่างการเดินทางไปแต่ละสถานที่จะใช้เวลาเดินทางค่อนข้างนาน เพราะบาหลีเป็นเกาะที่รถติด และถนนส่วนใหญ่เป็นถนนเส้นเล็ก แนะนำให้เผื่อเวลาไว้ด้วยตอนแพลนทริป พอถึงเวลาใกล้ๆ วันเดินทาง ทาง Klook จะส่งอีเมลมาคอนเฟิมเราอีกที และทางคนขับรถจะแอด Whatsapp เรามาล่วงหน้า 1 วัน เพื่อนัดหมายคอนเฟิร์มเวลาล่วงหน้า

เมื่อออกมาจากโซนผู้โดยสารขาเข้า รับกระเป๋าเสร็จเรียบร้อย ใกล้ๆ ทางที่จะออกมาด้านนอก ที่มีคนมารอรับนักท่องเที่ยวเยอะๆ จะมีบูธของ Klook อยู่ข้างร้านกาแฟพอดี คนขับของเรา คุณลุง Ketut ยืนถือป้ายชื่อเรารออยู่ที่บูธแล้ว จริงๆ ก็สะดวกดีนะไม่ต้องหาเรียกรถเอาดาบหน้า ระหว่างที่การ์ดไปคุยเรื่องเส้นทางกับคนขับรถ เราก็ไปคุยกับบูธ Klook เพื่อรับกาแฟฟรีที่มากับแพคเกจ (เลือกได้ว่าจะรับเป็นกาแฟ หรือ เบียร์ 1 แก้ว ในแพคเกจนี้) ทีมงานจากบูธ Klook จะพาเราไปสั่งกาแฟฟรีในคาเฟ่ ซึ่ง ไม่น่าเชื่อว่ากาแฟฟรีนี่อร่อยมาก! กลิ่นหอมบนรถตลอดทางเลย
สำหรับใครที่สนใจใช้บริการ Klook สามารถใช้โค้ดส่วนลดของพวกเราได้เลย!
กรอกโค้ด WALKVENTURER28KLK เพื่อรับ ส่วนลด 5%
ในการจองทัวร์ มูลค่า 1,500 บาทขึ้นไป
คนขับรถในแพคเกจนี้จะพาเราไปยังสถานที่ที่เราแพลนไว้ โดยหาเส้นทางที่รถไม่ติด ระหว่างทางพวกเราก็ได้ความรู้จากแกเรื่องเกี่ยวกับบาหลี วัฒนธรรม ศาสนา และผู้คนที่นี่ตลอดทาง พอถึงแต่ละที่เที่ยวแกก็ลงมานำเที่ยวและถ่ายรูปถ่ายวิดิโอให้ด้วย โชคดีที่ได้คนขับคนนี้ ดูแลดีจริงๆ
ระหว่างทางพวกเราก็สังเกตว่าที่บาหลีเนี่ยไม่มีตึกสูงเลย สิ่งปลูกสร้างที่สูงที่สุดที่เห็นตอนเครื่องบินลงคือรูปปั้นพระนารายณ์ทรงครุฑที่ Uluwatu คุณลุง Ketut บอกว่า ที่บาหลีจะไม่สร้างตึกสูงกว่าความสูงของต้นมะพร้าว เพื่อไม่ให้เป็นการลบหลู่เทพ
Satria Gatotkaca Park

ที่เกาะบาหลี เราจะพบกับเรื่องราวของเทวตำนานสำคัญจากอินเดีย อย่างมหากาพย์ มหาภารตะ และ มหากาพย์รามายณะ ทั่วทั้งเกาะ โดยที่จะมีการผสมผสานกับวัฒนธรรมท้องถิ่นเข้าไปด้วย เป็นเวอร์ชันบาหลี เหมือนอย่างที่ประเทศไทย มี รามายณะ เวอร์ชั่นไทย ซึ่งก็คือ รามเกียรติ์ พูดง่ายๆ ก็คือ เนื้อเรื่อง กับเรื่องราวของตัวละครอาจจะมีความแตกต่างจากในอินเดียนิดหน่อย (แต่อันที่จริง ที่อินเดียก็มีมากมายหลายเวอร์ชัน ยากที่จะบอกได้ว่าเวอร์ชันไหนเป็นเวอร์ชัน original )
จริงๆ แล้ว หนึ่งในเหตุผลที่พวกเราเลือกที่จะเดินทางมาบาหลี ก็คือ การ์ดเป็นแฟนตัวยงของ มหาภารตะ ส่วนเราอ่านรามเกียรติ์เวอร์ชันไทย (ร้อยแก้ว) จบ ตั้งแต่เด็กๆ ก็เลยอยากจะมาตามรอยเรื่องที่ติ่ง (?) กันหน่อย สมัยที่การ์ดเรียนอยู่ที่อินเดียก็ไม่ได้มีร่องรอยของมหาภารตะให้ได้เห็นแบบที่บาหลีเท่าไหร่ พอได้เห็นรูปปั้นของตัวละครจากเรื่องมหาภารตะ และชื่อของตัวละครไปปรากฏในที่ต่างๆ เช่น เป็นชื่อถนน ชื่อเรือ ฯลฯ เลยตื่นเต้นมากๆ
จากหน้าสนามบินไปไม่ไกล ก็จะพบกับอนุสาวรีย์ขนาดใหญ่ที่ทุกคนที่มาที่นี่ต้องขับผ่านแน่นอน ซึ่งเล่าถึงซีนสำคัญในมหากาพย์ มหาภารตะ ระหว่าง “ฆะโตกัจ” บุตรแห่งยักษ์และคนครึ่งเทพ นักรบมายา ที่มีพละกำลังนับแสนคน กับ “กรรณะ “บุตรแห่งสุริยะเทพ แม่ทัพฝ่ายเการพ ที่ถือ น้ำใจ และ ความกตัญญู เป็นที่หนึ่ง
อนุสาวรีย์แห่งนี้สร้างขึ้น เพื่อเป็นสัญลักษณ์และตัวแทนของผู้ปกป้องท้องฟ้าและอากาศ กับความมีน้ำใจที่ก้าวข้ามชาติกำเนิด



Patung tiri Banda: Rama Statue

ถัดมาไม่ไกล ก็จะถึงอีกอนุสาวรีย์ ที่เล่าถึง 1 ฉาก ใน มหากาพย์ที่สำคัญ นั่นก็คือรามายณะ อนุสาวรีย์การสร้างสะพานไปยังกรุงลงกา (จองถนน) ตอนที่พระรามสั่งให้เหล่าทหาร ถมหิน เป็นทางยาวเพื่อข้ามทะเลไปที่กรุงลงกา ในการต่อสู้ กับ ทศกัณฐ์
โดยทั่วทั้งบาหลีเนี่ย เราจะได้เห็นรูปปั้นกับงานศิลปะ ที่เกี่ยวกับ 2 มหากาพย์นี้เยอะมากๆ คือแค่นั่งรถจากสนามบิน ไปที่ Ubud นี่คือ นับกันไม่ไหว ถ่ายทันบ้างไม่ทันบ้าง มีช่วงนึงที่รถกำลังติดอยู่ในเมือง Ubud เราผ่านรูปปั้นนักรบผู้หนึ่งที่ดูเท่ห์มาก แต่ไม่แน่ใจว่าเป็นรูปปั้นของใคร แต่การ์ดสังเกตว่ารูปปั้นนี้เดินมาพร้อมกับสุนัข เลยมั่นใจ และตื่นเต้น ว่านี่น่าจะเป็นรูปปั้นของ “ยุทธิธีระ” บุตรแห่งพระยม หนึ่งใน 5 พี่น้องปาณฑพจากเรื่องมหาภารตะ แน่ๆ (ส่วนสุนัขนั้นคือพระยม จำแลงกายมา นั่นเอง ตามเนื้อเรื่องในช่วงหนึ่งของมหากาพย์)
Blangsinga Waterfall
ที่บาหลีมีน้ำตกเยอะมาก มีเป็น สิบๆ ที่ให้ได้เที่ยวเลย โดยพวกเราเลือกน้ำตกยอดฮิตที่เดินทางง่ายและเป็นทางผ่านพอดี น้ำตก Tegenungan แต่คนขับของพวกเรา คุณลุง Ketut แนะนำให้ไปน้ำตกเดียวกัน แต่ไปโซนที่คนน้อยๆ แทน ชื่อ น้ำตก Blangsinga ค่าเข้าคนละ 30,000 RP (60บาท) ถ้าใครเป็นสายถ่ายรูป ที่นี่ได้ภาพสวยแน่ๆ เพราะได้ไปยืนใกล้ๆ แบบนี้เลย โดยไม่ต้องเสียเงิน add on เพิ่ม (คนที่เข้ามาอีกทางจากด้านล่าง ถ้าจะขึ้นมาโซนนี้ต้องเสียเงินเพิ่ม)

จากที่จอดรถ ต้องเดินลงบันไดมาที่โซนน้ำตก คุณลุง Ketut แกก็เดินลงมาเป็นเพื่อนพวกเราด้วย (จะออกค่าตั๋วเข้าน้ำตกให้ก็ไม่ยอมให้จ่าย) ด้านบนน้ำตกใหญ่ มีธารน้ำ และน้ำตกเล็กๆ ที่มีศิวลึงค์ ตั้งอยู่ด้วย ตั้งรับน้ำจากน้ำตกเหมือนในหนังเรื่อง Bahu Bali เลย! ด้านล่างน้ำตกใหญ่ มีฝรั่งใส่ชุดว่ายน้ำ เล่นน้ำตกกันอยู่หลายคน ข้างบนนี่คือคนน้อยกว่าด้านล่างจริงๆ









เส้นทาง ถนนหนทางในบาหลี จะผ่านทุ่งนา และหุบเขา ขึ้นๆ ลงๆ ในบางโซน ให้ฟีลเหมือนเชียงใหม่อยู่เหมือนกัน ตามบ้านคนถ้าเป็นหลังใหญ่ๆ เขามักจะมี Shrine ประจำบ้านด้วย เราจะได้เห็นชาวบาหลี ทั้งชายหญิง แต่งชุดท้องถิ่น ถือเครื่องบูชา เดินอยู่ริมถนน หรือไปทำพิธีที่หน้า Shrine หน้าวัดต่างๆ ตลอดทาง
Goa Gajah
บาหลีได้ชื่อว่าเป็นเกาะ ที่มี 2 หมื่นกว่าวัด เวลาพวกเราไปไหน ก็มักจะไปเริ่มทริปที่วัด หรือศาสนสถาน ประจำถิ่นกันก่อนเสมอในวันแรก โดยเราไปกันที่วัดของพระพิฆเนศ ใน Ubud กันก่อน ที่ “Goa Gajah” ค่าเข้าจะอยู่ที่ คนละ 50,000 RP (100บาท) “วัดถ้ำช้าง” ที่สร้างขึ้นเพื่อบูชาพระพิฆเนศ เทพแห่งการเริ่มต้น และการขจัดอุปสรรคต่างๆ ผู้เป็นที่นับถือ มากที่สุดบนเกาะบาหลีมากในชนิดที่ว่า ที่บาหลีเนี่ย พระพิฆเนศ ถือเป็นรูปเคารพประจำบ้านที่เห็นแทบทุกหลัง ที่เราเดินผ่าน ตลอดทริปเลย

ก่อนเข้าวัดก็ต้องล้างมือให้เรียบร้อย โดยที่วัดนี้จะมี ต้นไกร (Kapok Tree) ขนาดใหญ่ ที่อยู่คู่กับวัดนี้มาเกือบพันปี อยู่ตรงกลางวัดเลย

วัดที่บาหลีจะแบ่งออกเป็น 3 โซน หรือ 3 มณฑล (3 Mandala) ประกอบไปด้วย 1. ชั้นนอกสุดสำหรับบุคคลทั่วไป (Nista Mandala) 2. ชั้นกลางที่ไว้ประกอบพิธีทางศาสนาต่างๆ (Madya Mandala)และ 3. ส่วนในสุด (Utama Mandala) จะสงวนไว้ให้เฉพาะนักบวช และ ผู้มาทำพิธีภายในวัดเท่านั้นเป็นที่ตั้งของศาลเจ้าและแท่นบูชาหลักของวัด

โดยจะมี Bhoma หรือ พระกาฬ ตามเหนือประตูทางเข้าโบสถ์ ในความเชื่อบาหลีถือว่า เมื่อผ่านใต้หน้ากาก พระกาฬ เราจะถูกชำระจากสิ่งไม่ดี ก่อนเข้าสู่เขตศักดิ์สิทธิ์สุดของวัด
เสน่ห์ของ Goa Gajah ก็คงไม่พ้น ถ้ำช้างที่มี Bhoma หรือ พระกาฬขนาดใหญ่กว่าทุกที่ เป็นเอกลักษณ์

ภายในถ้ำ จะมีรูปเคารพ พระพิฆเนศ ที่ขลังมากๆ โดยที่มี ศิวลึงค์ ประทับไว้ฝั่งตรงข้าม ซึ่งถ้าว่ากันในตาม ปุราณะ แล้ว พระพิฆเนศคือบุตรของพระศิวะ จึงทำให้ที่วัดนี้มีพลังงานของพระศิวะอยู่ด้วย ในถ้ำต้องใช้เสียงเบามากๆ เพราะเป็นสถานที่นั่งสมาธิด้วย
วัด และ ปราสาทในบาหลี หลายๆ แห่งจะสร้างจากหินภูเขาไฟ ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่มีในท้องถิ่นนั่นเอง












พอถึงโซน Ubud ยิ่งเย็น รถยิ่งติด คนขับรถพาพวกเรามาส่งถึงโรงแรมก่อนที่จะมืด โดยโรงแรมที่เราจะพัก 3 คืน ที่ Ubud คือ MAXONE Hotel at Ubud ที่นี่เป็นโรงแรมสร้างใหม่ คืนละ 1,200 บาท ดาดฟ้าจะเป็นร้านอาหาร หลังจากวางกระเป๋าแล้ว ก็ได้เวลาออกไปหาอะไรกินกัน








Taco Casa
ที่ Ubud ไม่ต้องกังวลว่าร้านจะปิดเร็วถ้าไปถึงค่ำ ขนาด 2 ทุ่มกว่า ร้านยังเปิดไฟสว่างกันอยู่หลายร้านเลย ถ้าอยากกินอาหารชาติไหน ก็มีให้เลือกมากมาย ซึ่งคืนแรก พวกเราเลือกเป็นอาหารแม็คซิกัน ที่ร้าน Taco Casa Fresh Mexican Grill






พวกเราสั่งเป็น สลัดเนื้อย่าง Taco Salad Beef – 80k (160 บาท) คือเนื้อย่างว่าอร่อยแล้ว แต่ที่ทึ่งคือ ผักอร่อยมากๆ สมกับที่เป็นผักที่ปลูกในประเทศที่มีภูเขาไฟ / Quesadilla Shrimp – 110k (220 บาท) เคซาดิญ่า กุ้งที่ในจานก็มีเครื่องเคียงให้ด้วย มี กัวคาโมเล่ มะเขือเทศซัลซ่า และ โยเกิร์ต โดยทางร้านจะให้ซอสมา 3 แบบ ให้เลือกว่าจะจิ้มกับอะไร ซึ่งอันสีเขียวนี่ ชอบสุดเลย เพราะมันคล้ายๆ น้ำจิ้มซีฟู้ด




ระหว่างเดินกลับโรงแรม ก็แวะดูของในร้าน Minimart ซักหน่อย มีตู้ ATM บัวหลวง เวอร์ชันอินโดนีเซียด้วยแฮะ







Steps: 6,625
Day 2: 8th Monday
วันนี้เราจะเที่ยวกันในโซนเมือง Ubud โดยจะนั่ง Grab ไปนาขั้นบันไดกันก่อน แล้วค่อยมาเดินเที่ยวโซนใจกลางเมือง
พวกเราตื่นแต่เช้า เรียก Grab ไปที่ Tis Cafe ซึ่งอยู่ติดกับ Mupu Rice Terrace ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนาขั้นบันไดชื่อดัง Tegallalang Rice Terrace ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมือง Ubud เพียง 15-20 นาทีเท่านั้น (ถ้ารถไม่ติด เช่นช่วงเช้าๆ แบบนี้)
ระหว่างทางก็ผ่านร้านขายของตกแต่งบ้านสวยๆ และดูไม่ซ้ำใค มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองหลายร้าน ถ้าไม่ติดว่าส่วนใหญ่ทำจากเปลือกหอย กลัวว่าเอากลับไทยแล้วอาจจะทำแตกระหว่างเดินทาง + ไม่รู้จะเอาไปแขวนที่ไหน ก็อยากจะได้ติดไม้ติดมือกลับไปอยู่เหมือนกัน
โซนนาขั้นบันไดเป็นเวิ้งเขาขนาดใหญ่ ให้ฟีลเหมือนเชียงใหม่อีกแล้ว (สำหรับเรา) แต่ต่างไปตรงที่ต้นมะพร้าวเยอะมากๆ ทั่วทั้งโซนจะมีแหล่งท่องเที่ยวและร้านอาหารมากมาย
คนขับ Grab ที่นี่ก็จะชวนคุยตลอดว่าเรามาจากที่ไหน ชอบบาหลีมั้ย เที่ยวให้สนุกนะ คือคนที่บาหลีนี่ภาษาอังกฤษถือว่าดีเลยนะ แล้วก็นิสัยเฟรนด์ลี่น่ารักดี อัธยาศัยดี ทุกที่ เท่าที่สัมผัสมา
Tis Cafe / Mupu Rice Terrace

โดยปกติทุกคนที่มาที่ Tegallalang จะแวะแถวๆ หัวถนนกันแต่พวกเราอยากแนะนำว่า ให้เลยถัดมาหน่อย ไปโซน Mupu Rice Terrace ซึ่งอันนี้คนจะน้อยกว่ามาก และจะได้ชมเวิ้งเขา นาขั้นบันไดแบบกว้างๆ เลย โดยเราจะมากันที่ Tis cafe เพื่อทานอาหารเช้ากันก่อน ซึ่งที่นี่จะเป็น คาเฟ่ที่อยู่ริมนาขั้นบันได ช่วงเช้าจะมีแค่ Brunch ให้สั่ง ส่วนช่วงกลางวันจะเป็นเมนูตามปกติทั่วไป กาแฟและเครื่องดื่มต่างๆ ของที่นี่นับว่าอร่อยเลย





ที่นี่มีบริการให้เช่าชุดไปนั่งชิงช้าถ่ายรูปด้วย จริงๆ ก็คือร้านแถบนี้ทั้งโซน น่าจะมีชิงช้ากันหมด

หลังจากกินเสร็จก็ได้เวลาลงไปเดินเที่ยวนาขั้นบันไดกัน บันไดทางลงจะไปที่นาค่อนข้างชัน และบางจุดอาจจะลื่นได้ แนะนำว่า หารองเท้าที่พร้อมลุยได้ มีรัดข้อเท้า หรือเป็นรองเท้าผ้าใบสายลุย จะดีกว่า (ถ้าใส่รองเท้าแตะเท้าอาจจะโดนรองเท้ากินได้ เห็นหลายรายแล้ว)









ทางเดินมันจะเชื่อมถึงๆ กัน ไปยังโซนร้านอาหาร คาเฟ่ อื่นๆ ได้ ระหว่างทางผ่านกลุ่มคุณยายทำนา และเพิงขายน้ำมะพร้าว นาขั้นบันไดนี่พอได้มาเห็นจริงๆ มายืนอยู่ที่นี่จริงๆ ก็ใหญ่เหมือนกันนะ ยังกะปิรามิด!

บางจุดมีเปลให้นอนเล่นด้วย

มีสุนัขตัวนึง มีเชือกผูกคอไว้เป็นปลอกคอ เชื่องมาก มาวิ่งนำทางพวกเรา เป็นไกด์ท้องถิ่นที่เฟรนด์ลี่สุดๆ น่ารักมาก








โซน Mupu นี่คนน้อยกว่าอีกฝั่งจริงๆ มองไปอีกเวิ้งเขาฝั่งโน้นคนเยอะกว่ามาก ตอนที่พวกเราเดินกันอยู่นี่ก็ 10 โมงกว่า แต่วันนี้ไม่ค่อยมีแดด และอากาศเย็นสบาย ก็เดินกันได้สบายๆ มีต้องขึ้นลงเนินเขานิดหน่อย บางจุดทางแคบต้องเดินทีละคน มีต้องก้มหลบกิ่งไม้ ปีนผ่านต้นไม้ใหญ่ที่ล้ม ให้ฟีลผจญภัยดี






ยิ่งเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ ก็เริ่มเห็นวิถีชีวิตชาวบ้านทำนา เริ่มมีนักท่องเที่ยวจากอีกฝั่ง เดินสวนมา มีวัยรุ่นฝรั่งคนนึงใส่รองเท้าแตะคีบ แต่เดินตกหลุมแล้วรองเท้าไปติดอยู่ในหลุมโคลน แบบ เห็นจะๆ ตรงหน้าเลย พอคุณแม่สุดเท่ห์เดินกลับมาก็เอาไม้ขุดรองเท้าออกมาให้ลูก ดีที่แถวๆ นั้นมีก็อกน้ำให้ล้างเท้าพอดี
เท่าที่สังเกต นักท่องเที่ยวที่มาเดินนาขั้นบันได ดูเป็นโซนยุโรป, ออสเตรเลีย มากันทุกเพศทุกวัย บ้างก็มากันเป็นคู่ บ้างก็มาเป็นครอบครัว คนที่ชอบเดินเที่ยวถ้ามาบาหลีนี่มีที่ให้เดินเที่ยวเยอะเลยนะ นอกจากนาขั้นบันได แล้วก็ยังมี Ridgewalk หลายจุดในตัวเมือง หรือถ้าออกไปนอกเมืองก็ที่ให้ trek หลายที่






ในโซนนี้ยังมีกิจกรรมอื่นๆ สำหรับนักท่องเที่ยวด้วย มีเล่นซิปไลน์จากทั้งสองฝั่งเลย พวกเราเดินกันอยู่ชั่วโมงครึ่ง ก็กลับไปพักทานข้าวกลางวันที่ Tis Cafe เหมือนเดิม



พวกเราสั่งน้ำเย็นมาให้หายเหนื่อย และสั่งเซ็ตอาหารกลางวันที่รวมเอาทุกแกง ทุกของขึ้นชื่อของอาหารอินโดไว้ในเมนูเดียวมาลอง (จริงๆ แล้วหน้าตาเหมือนขันโตกนะ) มีแกงเนื้อ, แกงกุ้ง, ไก่สะเต๊ะในน้ำจิ้มถั่วนัวๆ, แกงปลาที่ให้ฟีลเหมือนแกงเขียวหวาน โดยรวมคืออร่อยทุกอย่าง อยากให้ทุกคนได้ลองจริงๆ
จากนาขั้นบันได พวกเรานั่ง Grab กลับไปที่ Ubud กัน ซึ่งขากลับใช้เวลานานกว่าเดิมเป็นเท่าตัวเลย ด้วยความที่ถนนที่นี่ เล็กมากๆ และรถติดในบางจุด ทำให้รถไม่ได้ขับเร็วได้ตามที่แสดงในแผนที่ พอใกล้ถึงแล้วรถยังติดอยู่พวกเราก็เลยเลือกที่จะลงมาเดินเอาเลยดีกว่า

ใจกลางเมือง Ubud รถติดมากๆ พวกเราเดินริมถนนใกล้ๆ Ubud Palace ในโซน Ubud Palace เหมือนจะมีพิธีทางศาสนาอยู่พอดี ที่มีแต่คนที่นับถือศาสนาฮินดูเข้าได้ มีลูกวัวเผือกผูกไว้อยู่แถวๆ พิธีด้วย พวกเราเดินมาจนถึงสี่แยกใจกลางเมืองแล้วก็เลี้ยวขวา เพื่อเดินไปยังจุดหมายต่อไป

สิ่งหนึ่งที่ทุกคนต้องระวังเวลาเดินไปไหนมาไหน ในบาหลี นั่นก็คือ ระวังเหยียบกระทง Canang sari (จานัง ซารี) เพราะคนบาหลีจะวางกระทงนี้ไว้ ตามจุดต่างๆ ตามร้านค้า บ้านเรือน หน้ารูปเคารพ เทพเจ้าต่างๆ กลางทางเดิน หรือ แม้แต่ บนมอไซค์ บนรถก็มี
ซึ่งในกระทงจะประกอบไปด้วยสัญลักษณ์แทนองค์เทพต่างๆ ได้แก่ พระพรหม (สีแดง) พระศิวะ (สีเขียว) พระวิษณุ (สีขาว) และ เทพเจ้าสูงสุดในวัฒนธรรมท้องถิ่น (สีเหลือง) เพื่อเป็นการแสดงความเคารพแก่ผู้ปกปักรักษาพื้นที่ในบ้านเรือนและข้าวของต่างๆ ในชีวิตของตน กระทงจานังบางอันจะมีขนมวางไว้ด้วย เพื่อบูชาพระพิฆเนศ







Pura Dalem Ubud
เราเดินมาถึงวัด Pura Dalem Ubud (วัดแห่งความตาย) วัดที่สร้างขึ้นเพื่อบูชา พระศิวะ บรรยากาศ สงบ ร่มรื่นและมีความขลังอย่างมาก ค่าเข้าเยี่ยมชมจะอยู่ที่ คนละ 20,000 RP (40บาท) ในค่าเข้าชมรวมค่าโสร่ง และผ้าคาดเอวที่ให้ยืมเรียบร้อยแล้ว โดยเขาจะมีทีมงานนุ่งโสร่งให้ (เขาไม่ให้ใส่โสร่งที่เตรียมมาเอง)

จริงๆ แล้ววัดนี้เป็นวัดที่คุณลุง Ketut คนขับรถของพวกเราในวันแรกแนะนำมา เพราะเขาเห็นว่าเราจะไปวัดพระสรัสวตี Water Palace เขามองว่าวัดนั้นมันดูเป็นคาเฟ่ เป็นโซนถ่ายรูปมากกว่า เลยอยากให้เรามาที่ขลังๆ เลยแนะนำวัดแห่งความตายให้พวกเราซะเลย (!?)
ทางเข้าวัด เข้าประตูแยกไปจะเจอรูปปั้น Rangda จุดเด่นของวัดนี้ก็คือ รูปปั้นและศิลปะเกี่ยวกับยักษ์และปีศาจมากมาย เพราะที่นี่คือวัดแห่งความตาย ทำให้ที่นี่ต้องมีรูปปั้นไว้ดูดกลืนพลังงานที่ไม่ดีไม่ให้เข้าไปในวัด ใช้ยักษ์สู้กับยักษ์ไปเลย (ที่บาหลีมีวัดแห่งความตายหลายที่ เอาไว้จัดพิธีศพ แต่ที่นี่ช่วงกลางคืนเหมือนจะเป็นที่จัดแสดงการแสดงท้องถิ่นต่างๆ นะ)









บริเวณกลางวัดมีต้นไทรใหญ่ ที่ใหญ่มากๆ มีเรื่องเล่ากันว่าภายในโพรงต้นไม้มีหินหน้าตาคล้าย ศิวลึงค์อยู่ภายในด้วย ซึ่งพวกเราก็ลองส่องดูละ แต่ไม่เห็นจริงๆ มืดเกิน แต่เหมือนจะมีรูปปั้นเจ้าที่เจ้าทางอยู่…

รูปปั้น Rangda คือ 1 ใน ตัวแทนกิเลสและความมืดที่ปรากฏในรูปของแม่มดที่จับเด็กไปกินในนิทานพื้นบ้านของชาวบาหลี เป็นตัวละครที่ปรากฏใน ระบำ Barong หรือ Barong Dance อันโด่งดัง เป็นการสื่อถึงตัวแทนของพลังธรรมชาติ (Barong) ที่ต่อสู้กับ ตัวแทนกิเลสในใจคน (Rangda)
ทุกสรรพสิ่งมีการต่อสู้, ขัดแย้ง, เปลี่ยนแปลง และผสมผสานอยู่ร่วมกันตลอดเวลา คล้ายๆ คอนเซ็ปต์ของ หยินและหยาง


อย่างประตู ทางเข้า สถานที่สำคัญๆ หรือตามวัด ต่างๆ ก็ออกแบบโดยอิงตามพลังแห่งความสมดุลนี้เช่นกัน ที่หน้าประตู ก็จะมีรูปปั้นยักษ์ หรือ ทหารเฝ้าประตูนี่ก็จะมีพันผ้าลายตารางที่คล้ายผ้าขาวม้าที่สื่อถึง ความสมดุลของธรรมชาติ

บทสนทนาของคุณลุง Ketut กับการ์ด เมื่อตอนอยู่บนรถวันก่อน เกี่ยวกับเรื่อง Barong และ Rangda
Ketut: ลุงไม่อยากพูดว่า ฝั่งนี้ดี ฝั่งนี้ไม่ดีหรอก พลังงานธรรมชาติล้วนมีดีเหมือนกัน แต่บทบาทตัวละครต่างหาก ที่ทำให้ไม่เหมือนกัน
Card: อ้อ ก็คือ เขาสื่อเป็นตัวละครในนิทาน แบ่งฝั่งคนดี คนไม่ดี ให้คนหมู่มากเข้าใจง่ายๆ
Ketut: ใช่ๆ ถูกต้อง ก็เหมือนกับมนุษย์ที่ต่างก็มีด้านที่ดี ด้านที่ไม่ดี กันทั้งนั้น พวกเราทุกคนก็เหมือนกัน ต่อให้คุณคิดว่า “เออ ลุง Ketut เป็นคนดีนะ” แต่บางที ลุงก็มีด้านที่ไม่ดีได้เหมือนกัน เช่น ลุงก็มีความโกรธ ถ้ามีคนมาหลอกลุงบางทีก็เกิดอารมณ์โมโหเหมือนกัน 5555+

Ubud Water Palace
เดินต่อมาไม่ไกล ก็มาถึง Ubud Water Palace หรือ วัดพระแม่สรัสวตี วัดของเทพีแห่งปัญญาและศิลปะ ค่าเข้าคนละ 60,000 RP (120บาท) ที่นี่มีนักท่องเทียวต่างชาติเยอะมากๆ มีคาเฟ่อยู่ด้านหน้า เป็นวัดที่เปิดให้เข้าเฉพาะโซนด้านนอกของวัดที่เป็นสวนและบ่อน้ำ ในค่าเข้าจะรวมเสื้อสีม่วง (ที่ดูเหมือนชุดเจได) โสร่ง และผ้าคาดเอวที่ให้ยืมใส่เอาไว้แล้ว ถ้าเป็นผู้ชายจะต้องใส่ผ้าคาดศีรษะด้วย

ในบ่อน้ำมีบัว และไอน้ำ มีทางเดินให้เดินไปถ่ายรูปกลางน้ำ

ที่นี่สนุกดี พอทุกคนต้องใส่ชุดเหมือนกันเลยเหมือนเป็น Private Event อะไรบางอย่าง นักท่องเที่ยวเอนจอยกันมาก บางคนก็นอนชิวริมน้ำบนเบาะ บ้างก็เดินถ่ายรูปทั่วๆ แล้วในวัดยังมีรูปปั้น 5 พี่น้องปานฑพ ในมหาภารตะอีกด้วย









ที่นี่จะมีการแสดงในช่วงค่ำ ในบางวัน สำหรับผู้ที่มาทานอาหารที่คาเฟ่ ใครสนใจก็ลองเช็ควันเวลาที่มีการแสดงดูได้ (อาจจะต้องเช็คช่วงใกล้ๆ วันเดินทางหน่อย เผื่อมีอะไรเปลี่ยนแปลง จากสภาพอากาศ)



จากนั้นพวกเราก็จะเดินในชมเมืองไปตามซอยต่างๆ ที่เชื่อมกับถนนเส้นหลักใน Ubud ซอยที่นี่หลายๆ ซอย ใช้ชื่อจากมตัวละครในมหากาพย์ต่างๆ เช่น ถนนอรชุน ถนนกรรณะ ถนนโคตมะ ถนนภีษมะ ถนนหนุมาน ฯลฯ ซึ่งแต่ละซอยก็มี ร้านขายของที่ระลึก และคาเฟ่เต็มไปหมด





Ubud Coffee Roastery
ได้เวลาเติมกาแฟในช่วงบ่าย ที่ Ubud coffee roastery ร้านนี้เล็งมาตั้งแต่อยู่ไทยเลย ชอบลูกบิดประตูร้านมาก เป็นอุปกรณ์ชงกาแฟ แบบ คูลๆ






ที่สั่งไปเป็น Nanache Coffee Coldbrew – 50,000 RP (100 บาท) เป็น กาแฟ Cold brew พิเศษของทางร้าน ผสมกับเครื่องเทศและสมุนไพร ซึ่งหอมมากๆ แค่จิบแรกก็หายเหนื่อยจริง / Island Coffee Frappe – 50,000 RP (100 บาท) เป็นกาแฟที่มี ครีมบัตเตอร์สก้อตช์ หอมมากก อร่อยมาก ชอบร้านนี้มาก ถ้ามีเวลาอยากจะกลับมากินทุกวันที่อยู่บาหลีเลย

จาก Ubud Coffee Roastery พวกเราก็เดินยาวๆ กลับโรงแรม มาทางถนน Hanoman คือสภาพรถติดที่นี่ไม่ธรรมดาจริงๆ เดินเอาไวกว่าเยอะ (แต่ก็ต้องคอยระวังเหยียบกระทง Canang Sari ระหว่างทางด้วย!)
พวกเราเดินกันประมาณ 20 นาที ก็ถึงโรงแรม กลับมาพักผ่อน อาบน้ำ ซักครู่ ก็ออกไปทานอาหารเย็นที่จองร้านไว้
Merlin’s






ร้าน Merlin’s ร้านอาหารธีมเวทมนตร์ เดินจากโรงแรมมาไม่กี่ก้าวก็ถึง แนะนำให้จองมาก่อนล่วงหน้าทางเว็บไซต์เพราะคิวเต็มสุดๆ เพราะที่นี่มีสิ่งที่แตกต่างจากร้านอื่นๆ คือมีบริการ “ดูดวง”ด้วย

โดยเราสามารถเลือกคอร์สเปิดไพ่ทาโร่ต์ เพื่อให้ไพ่เลือกเมนูอาหารให้เราได้ มีแบบ 3 ใบ อดีต ปัจจุบัน อนาคต อยู่ที่ราคา 600,000 RP (1200 บาท) และแบบ 7 ใบ อันนี้จะดูแบบละเอียดเลย อยู่ที่ราคา 1.1m RP (2200 บาท) โดยแบบ 3 ใบ เราจะได้ ของทานเล่น 1 เมนคอร์ส 1 และ ของหวาน 1 ที่ ส่วนแบบ 7 ใบ จะได้เป็น เมนคอร์ส portion เล็ก 5 ที่
ใครเปิดไพ้ได้อาหารที่ไม่อยากทาน ก็สามารถเลือกเปลี่ยนได้ หรือใครไม่อยากเลือกคอร์สดูดวง อยากสั่งแบบ a la carte ก็ได้เหมือนกัน ราคาก็ประมาณร้านอาหารฝรั่งทั่วไปเลย






พวกเรามากัน 2 คน ก็เลือกแบบ เซ็ตเล็กไปละกัน เมนูที่ได้ คือ สลัด Druid’s Caesar ที่พวกเราชอบมาก ผักที่บาหลีอร่อยจริงๆ มีความหอม บลูชีส เล็กๆ ด้วย / จานหลัก ไพ่ที่ออก คือ Merlin’s Catch ปลากะพงทะเล Baramundi ที่มากับ มะเขือม่วงย่าง ตุ๋นในน้ำแกงแบบอินโด อันนี้ก็อร่อย / เราสั่งป่อเปี๊ยะทอดสามรสไปด้วย ส่วนของหวานเป็น Affogato ให้สมกับที่เป็นสายกาแฟ






ARMA MUSEUM: KECAK DANCE
คืนนี้พวกเราจองโชว์พิเศษที่พิพิธภัณฑ์ ARMA ไว้ อยู่ใกล้โรงแรมเช่นเคย แค่ข้ามถนนไปก็ถึงเลย การแสดงรอบกองไฟ ระบำเคจัก (Kecak Dance) มีความ ดุดัน แข็งแรง และ ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน ขนาดฝนตกหนัก ทุกคนก็ยังตั้งใจแสดงต่อ แบบเป็นเรื่องปกติเลย ค่าเข้าชม การแสดงจะอยู่ที่ คนละ 150,000 RP (300 บาท)

“ระบำเคจัก” การแสดงที่ไม่ใช้เครื่องดนตรีแม้แต่ชิ้นเดียว ดำเนินการโดยคณะขับร้องที่ล้อมวงกันเป็นชั้นๆ และสร้างจังหวะด้วยเสียงต่างๆ รวมถึงเสียง จักๆๆ ที่เลียนเสียงของลิง พร้อมกับแสดงท่าทางต่างๆ โดยพร้อมเพรียงกันเลียนแบบธรรมชาติ (เช่น เป็นลิง เป็นต้นไม้ เป็นสถานการณ์สงคราม ฯลฯ) โดยมากจะเอาฉากๆ หนึ่งใน รามายณะ มาแสดง และตีความเพิ่มเติมผสมกับนิทานท้องถิ่น โดยนำเสนอระหว่าง กองทัพของพระราม นำโดยหนุมาน (ธรรมะ) และ อีกฝ่ายคือ ราวัณ หรือ ทศกัณฐ์ (อธรรม)
เรื่องราวในวันนี้จะมีนางอัปสรออกมารำก่อน แล้วก็มีสุครีพ และ หนุมาน ออกมาสู้กับทศกัณฐ์ โดยที่เอาชนะทศกัณฐ์ได้ในตอนจบการแสดง






ความตลกคือในช่วงที่บนเวทีปาไฟ เตะไฟ ร้อนๆ กันอยู่ (สื่อถึงฉากสงคราม) หนุมานแอบมานั่งเล่น อยู่ฝั่งคนดูด้วยนะ วิ่งไล่หาเห็บกับเกาหลังคนดู แบบว่าลิงมาก อินกับบทมาก (เราได้จับมือหนุมานด้วย แต่ถ้าคนดูเป็นฝรั่ง หนุมานจะไปเกาหัวหาเห็บให้)

คนแสดงเป็น ราวัณ หรือ ทศกัณฐ์ คือ อุ๋งมาก ตอนถ่ายรูปรวม มีเล่นหูเล่นตา ทำปากจ๊วบด้วย

ตำแหน่งสถานที่ต่างๆ ที่พวกเราไปใน Ubud ก็จะประมาณนี้
หลังจากนั้นพวกเราก็กลับโรงแรม พักผ่อน เข้านอน เตรียมพร้อมสำหรับเช้าวันพรุ่งนี้ที่จะต้องเตรียมตัวออกเดินทางแต่เช้าตรู่ เพื่อไปยัง Nusa Penida กับ 1-day trip ของ Klook กัน
Steps: 9,801





