
Day 5 – 24th Monday
วันก่อนวันเดินทางกลับ วันนี้เราจะเที่ยวในตัวเมืองเฉิงตู โดยสถานที่แรกที่จะไป เป็นที่ที่แสดงให้เห็นถึงเรื่องราวเก่าแก่กว่า เกือบ 2 พันปีของเมืองนี้ เพราะที่นี่เคยเป็นเมืองหลวงของ รัฐฉู่ฮั่น หรือ จ๊กก๊ก ในยุคสมัยสามก๊กของประเทศจีนมาก่อน


โดยเช้านี้เราจะอยู่กันที่ ศาลเจ้า Wuhou ศาลเจ้าที่สร้างขึ้นเพื่อ “ขงเบ้ง” ปราชญ์ผู้พลิกแผ่นดินจีนอันโด่งดัง และ “เล่าปี่” หนึ่งในผู้นำที่ยิ่งใหญ่แห่งยุคสามก๊ก
ที่นีคือพิพิธภัณฑ์ สามก๊ก ที่ครบที่สุดในประเทศจีนจนได้ชื่อว่าเป็น “ศูนย์กลางค้นคว้าวัฒนธรรมสามก๊ก” แฟนสามก๊กพลาดไม่ได้สุดๆ



ศาลเจ้า Wuhou / ถนนคนเดิน Jinli : การเดินทาง สามารถขึ้นรถไฟใต้ดิน mrt สาย 10 มาลงสถานี Wuhouci (Wuhou Shrine) ได้ (update 2025)
ค่าเข้าเยี่ยมชมศาลเจ้าอยู่ที่ 50 หยวน (ประมาณ 240 บาท) สามารถซื้อผ่านตู้อัตโนมัติ สแกนจ่ายได้เลย หรือจะซื้อกับตู้ขายตั๋วที่มีคนนั่งประจำก็ได้



ผ่านประตูเข้ามาจะเจอกับจุดขายบริการไกด์นำเที่ยว หรือ ใครจะใช้แบบหูฟังก็ได้อันนี้ตามสะดวกเลย ซึ่งในโพสต์นี้ เราจะขออธิบาย ชื่อสถานที่ กับ ตัวบุคคล ตามแบบวรรณกรรมสามก๊กที่แปลตามสำนวนในไทย คือฉบับแปลของเจ้าพระยาพระคลัง (หน)






ถัดเข้ามาจากโซนทางเข้า จะเจอศิลาจารึกสมัยราชวงศ์ถัง (ปี ค.ศ.809) ที่บันทึกเรื่องราวของ ขงเบ้ง มังกรหลับ เอาไว้ และ ศิลาจารึกสมัยราชวงศ์หมิง (ค.ศ.1547) บันทึกได้เขียนไว้ว่า แต่เดิมพื้นที่นี้เป็นศาลของฮ่องเต้เล่าปี่มาก่อน

ต่อมาในปี ค.ศ. 1391 อ๋องแห่งรัฐฉู่ได้ย้ายศาลเจ้าอู่โหว ซึ่งเป็นศาลของขงเบ้งมาไว้ที่ตรงนี้ ที่มีสุสานของพระเจ้าเล่าปี่อยู่ เนื่องจาก พระองค์ให้เหตุผลว่า “ฮ่องเต้และมหาอุปราชของเขาควรเป็นร่างเดียวกัน” ด้วยอิทธิพลความมีชื่อเสียงของขงเบ้งนั้นยิ่งใหญ่มาก การย้ายศาลเจ้าอู่โหวมาไว้ที่นี่ ได้ทำให้ผู้คนกลับมาที่ศาลเจ้าของฮ่องเต้เล่าปี่อีกด้วย ทำให้ที่นี่เป็นศาลเจ้าแห่งเดียวในประเทศจีนที่ผู้ปกครอง และ ขุนนาง อยู่ในศาลเดียวกัน
ตรงนี้ก็จะมี รูปปั้นเต่าอยู่ด้วย ซึ่งทางไกด์ตรงนี้ก็อธิบายว่า เต่าเนี่ย เป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ ความก้าวหน้า ความสำเร็จ ใครมาถึงแล้ว ก็ควรจะมาลูบเต่าก่อนเข้าไปข้างใน

ต้นแมกโนเลียออกดอกบานสะพรั่ง







ถัดมาด้านในก็จะเป็นโถงขนาดใหญ่ที่มีบรรยากาศร่มรื่น โดยสองข้างทางของโถงนี้ จะรายล้อมไปด้วย ขุนพลในสมัย จ๊กก๊ก ทั้งฝ่ายบู๊และบุ๋น ไล่เรียงตามลำดับยศเลย พร้อมกับป้ายที่เขียนวีรกรรมของแต่ละบุคคลเอาไว้ข้างรูปปั้น ซึ่งแน่นอนว่า ต้องมี 3 ใน 5 ทหารเสือของจ๊กก๊ก แน่นอน






- “ม้าเฉียว” ผู้สามารถไล่ต้อนโจโฉ จนต้องตัดหนวด ทิ้งเกราะหนี
- “ฮองตง” ขุนพลเฒ่าที่แม้อายุจะเยอะที่สุด แต่ความเก่งกาจคือ เทียบเท่ากับ กวนอู น้องร่วมสาบานของเล่าปี่
- “จูล่ง” ขุนพลไร้พ่าย กับวีรกรรมมากมาย เช่นเรื่องราวตอน “จูล่งฝ่าทัพรับอาเต๊า” ซึ่งอาเต๊านั้นก็คือ เล่าเสี้ยน ลูกชายของเล่าปี่ในตอนที่ยังเป็นเด็กทารก ที่น่าจะคุ้นหูทุกคนอยู่บ้าง
- “เกียงอุย” ลูกศิษย์เอกของขงเบ้ง ผู้สานต่อภารกิจบุกวุยก๊กทางภาคเหนือ
- “บังทอง” กับฉายา หงส์ดรุณ กุนซือสำคัญ ผู้มีส่วนช่วยในการวางแผน และสละชีวิตตนเองเพื่อให้เล่าปี่เข้ายึดเสฉวนได้
- “กันหยง” หนึ่งในกุนซือที่อยู่กับเล่าปี่ มาก่อนที่ เล่าปี่จะเจอกับขงเบ้ง
แล้วยังมีอีกหลายคนเลย ที่ใครอ่านวรรณกรรมมาจะคุ้นชื่อแน่นอน


ถัดจาก โถงทางเดินแห่งขุนพล พวกเราก็จะมาถึงศาลที่แสดงความยิ่งใหญ่พระเจ้าเล่าปี่ใน ฐานะของฮ่องเต้แห่งจ๊กก๊ก ประทับอยู่บริเวณกลางศาล
โดยที่ในบริเวณศาลนี้ เบื้องซ้าย เบื้องขวา ของพระเจ้าเล่าปี่ ยังมี รูปเคารพของ อีก 2 บุคคลสำคัญ ที่ร่วมกันสร้างอำนาจให้กับเล่าปี่ จนได้เป็นฮ่องเต้อีกด้วย นั่นคือ กวนอู น้องชายคนรอง ที่ปกติจะมีภาพลักษณ์ของชายที่มีใบหน้าสีแดง หรือก็คือเทพเจ้าแห่งความซื่อสัตย์ที่ทุกคนน่าจะรู้จักกันดี และ เตียวหุย น้องชายคนเล็กที่เคยเป็นพ่อค้าขายเนื้อ จนสุดท้ายก็ช่วยงานเล่าปี่ จนได้เป็นแม่ทัพใหญ่ แห่ง จ๊กก๊ก เลยทีเดียว โดยที่รูปเคารพทั้งสามคน จะมีรูปเคารพของบุตรหลานของตนอยู่ข้างๆ ด้วย


มีเรื่องแปลกอยู่อย่างหนึ่งคือ เราจะไม่เจอ รูปเคารพของ เล่าเสี้ยน (อาเต๊า) ในนี้เลยนะ ก็อย่างที่ทุกคนทราบกันดีว่า เล่าเสี้ยน คือคนที่ยอมแพ้ จนทำให้จ๊กก๊กล่มสลายเป็นก๊กแรก ใน ยุคสามก๊ก (ค.ศ. 263)


แต่มีปริศนาอยู่อย่างนึงคือ ด้านหลัง เยื้องๆ ของรูปเคารพของพระเจ้าเล่าปี่ มีต้นสนตัดครึ่งวางไว้อยู่ และมีเปิดไฟส่องไว้ด้วย พวกเราเลยเดาว่านี่คือ ตัวแทนที่หมายถึง เล่าเสี้ยน อาเต๊า นี่ล่ะ (ชื่อจีนกลางของ Liu shan นั่น พ้องเสียงกับคำว่า Shan ที่แปลว่าต้นสน)


ถัดจาก ศาลของพระเจ้าเล่าปี่ เราก็เข้าสู่ ศาลของมหาอุปราชแห่งจ๊กก๊ก จูกัดเหลียง (ขงเบ้ง) ซึ่งอยู่ในส่วนลึกที่สุดของ โซนศาลเจ้า อู่โหว มีผู้คนมากันแน่นเลย โดยคนที่นี่มักจะมาไหว้ขอพร ขงเบ้ง ในเรื่องการเรียน และ การทำงาน





ถ้ามองภาพรวมแล้ว เหมือนกับว่า รูปแบบของศาลเจ้า ถูกออกแบบให้คล้ายๆ กับ ท้องพระโรงของวัง โดยที่มี ขุนพลเข้าเฝ้าอยู่ข้างหน้า แล้วถัดมาจะเป็นในส่วนของ ฮ่องเต้ และด้านหลังจะมี กุนซือ ผู้คอยวางแผนอยู่เบื้องหลังของ ฮ่องเต้ อีกที


จากด้านข้างของศาลของขงเบ้ง จะเป็นสวนที่อิงตาม สวนในจวนของขงเบ้งที่ปรากฎในบันทึกพงศาวดาร กับทางเดินทิวไผ่แดง ที่นักท่องเที่ยวมาถ่ายรูปกัน





ในศาลเจ้าไม่มีร้านอาหาร แต่มีคาเฟ่ ชื่อคาเฟ่สมุหนายก ที่นอกจากจะมีเครื่องดื่มและขนมเค้กแล้ว ยังเป็นโซนขายของที่ระลึกด้วย ใครอยากจะลองกาแฟ ใส่หม่าล่า อย่าง กาแฟผาแดงก็ได้นะ พวกเราไม่อาจหาญจริงๆ












ของที่ระลึกนอกจากในร้านนี้ ก็ยังมีตู้กดน้ำ ตู้กดพวงกุญแจ และไอศกรีม อยู่ในโซนต่างๆ รอบๆ ศาล




เดินถัดมาจากคาเฟ่ไม่ไกลจะเป็นโซน สุสาน “ฮุ่ยหลิง” หรือ ที่พักที่สุดท้ายของ พระเจ้าเล่าปี่ เป็นสุสานขนาดใหญ่ที่เหมือนกับภูเขาลูกย่อมๆ
นอกจากช่อดอกไม้แล้ว ก็มีคนเอาการ์ดเกมส์รูปเล่าปี่มาไหว้ด้วย! (เช่นเดียวกับตรงโซนศาลขงเบ้ง) นี่มันซอฟท์พาวเวอร์สุดๆ
พอก้าวผ่านประตูมาคือเงียบมาก รู้สึกเหมือนถูกตัดขาดจากโลกภายนอก มีแต่เสียงลมพัดใบไม้ไหว เสียงนก และกระรอก สงบมากๆ ไม่น่าเชื่อว่าเรากำลังอยู่ใจกลางเมืองเฉิงตู เป็นหลุมศพที่ใหญ่ที่สุด เท่าที่เคยเห็นมาเลย


จากนั้น พวกเราก็มาในส่วนของพิพิธภัณฑ์สามก๊กกันบ้าง ดูภายนอกเหมือนจะเล็ก แต่ไม่เลย บังเอิญช่วงที่มาโชคดีมาก มีงานนิทรรศการที่เล่าถึงเล่าปี่ และ ขงเบ้ง กำลังจัดอยู่พอดี แบบ ไล่เรียงไทม์ไลน์ ของทั้ง 2 คน เทียบเลยว่า ในตอนที่ ขงเบ้ง อายุ 1 ขวบ เล่าปี่ก็มีอายุได้ 20 ปี ซึ่งกว่าที่ขงเบ้งจะเข้ามาทำงานกับเล่าปี่ ก็ อายุ 27 ปีเลย








นิทรรศการแสดงเหตุการณ์ต่างๆ เริ่มจากตอนที่เล่าปี่ต้องไปเชิญขงเบ้งที่กระท่อมถึง 3 ครั้ง ตามวรรณกรรม จากนั้นจึงเริ่มสิ่งที่เรียกว่ายุทธศาสตร์หลงจง ที่เป็นการวางแผนของขงเบ้งในภาพรวมของสามก๊ก วาง roadmap ให้กับ เล่าปี่ในการตั้งตัวเป็นใหญ่ จนนำไปสู่การคานอำนาจใน ภาพรวมของ สามก๊ก ในเวลาต่อมา

มีเรื่องราวของศึกผาแดง ขงเบ้งต้องไปเจรจาให้ฝ่ายซุนกวน เข้าร่วมกับ เล่าปี่ ในการ ต่อต้าน วุยก๊กของโจโฉ ซึ่งสุดท้ายแล้ว เล่าปี่ก็เป็นฝ่ายได้ (ยืม) จิงโจว หรือก็คือ เกงจิ๋ว เพื่อใช้เป็นฐานที่มั่น ที่คืนยากคืนเย็นเหลือเกิน







ในนิทรรศการนี้มีโซนที่นำโบราณวัตถุ ที่ได้จากการขุดค้นตามที่ต่างๆ ในยุคสมัยสามก๊ก มาจัดแสดงด้วย

นิทรรศการเล่าเรื่องราวต่างๆ ตั้งแต่ช่วงที่เข้ายึดเสฉวน ไปจนถึงช่วงวาระสุดท้ายของเล่าปี่ มีการพูดถึงยุทธการณ์ต่างๆ และมีแบบจำลอง รวมถึงแผนที่ให้ดูอย่างละเอียด

แต่กลับกลายเป็นศึกสุดท้ายของเล่าปี่




ก่อนวาระสุดท้ายเล่าปี่ก็ได้ฝากลูกชายคนโตอย่าง อาเต๊า เล่าเสี้ยน ให้ขงเบ้งดูแล โดยลองใจไว้ด้วยว่าถ้าหากเล่าเสี้ยนไม่เอาไหน ก็ให้อาจารย์ยึดอำนาจไปเลย ซึ่งแน่นอนว่า ขงเบ้งไม่เคยคิดทรยศ และทำงานหนักเพื่อจ๊กก๊กจนถึงวาระสุดท้าย

เมื่อออกจากพิพิธภัณฑ์ เราก็มายังโซนสุดท้าย “ศาลเจ้าสามคุณธรรม” เป็นศาลเจ้าที่เล่าถึง จุดเริ่มต้นของสามพี่น้องสวนท้อ พวกเราเดาว่าที่นี่เขาสร้างเอาไว้ให้เห็นถึงจุดเริ่มต้นของสามพี่น้อง ที่เริ่มจากคนทอเสื่อขาย ยามเฝ้าประตู และเจ้าสัวขายเนื้อ ที่ท้ายที่สุดได้กลายเป็นหนึ่งในผู้ปกครองประเทศที่ยิ่งใหญ่ แห่งยุค สามก๊ก (ในช่วงเวลาหนึ่ง)




ชุดที่รูปปั้นใส่ในศาลนี้เป็นชุดชาวบ้าน และมีรูปแบบการปั้นที่ดูเหมือนคนจริงมากกว่าศาลด้านหน้า





ทางด้านขวาของหน้าศาลเจ้าสามคุณธรรม จะมีทางออก ที่จะไปบรรจบกับ ถนนคนเดิน จิ๋นหลี่ ที่คนเยอะทุกช่วง เมื่อวานช่วงค่ำเราได้เดินเที่ยวถนนจิ๋นหลี่จนทั่วแล้ว วันนี้เราจะแวะไปทานข้าวกลางวันที่นี่กัน





ประวัติของถนนคนเดินจิ๋นหลี่ สามารถสืบย้อนได้ไปถึงยุคราชวงศ์ฉิน ถนนแห่งนี้ถูกบูรณะซ่อมแซมมาเรื่อยๆ จน เวอร์ชั่นปัจจุบันที่เราเห็นคือเวอร์ชั่น ปี 2004

ถนนคนเดินจิ๋นหลี่อยู่ข้างศาลเจ้าอู่โหว จึงไม่แปลกที่จะมีภาพ เรื่องราวของสามก๊กให้เห็นอยู่ทั่วบริเวณ ดังที่ได้เล่าใน โพสต์ที่แล้ว

อย่างภาพนี้ เป็นจิตรกรรมฝาผนังที่หายากมาก ภาพงานแต่งงานของ เล่าปี่ และ น้องสาวซุนกวน เพื่อสานสัมพันธ์ของ จ๊กก๊กและง่อก๊ก ในการต่อต้าน วุยก๊กของ โจโฉ
ในโพสต์ถัดไป เราจะพาไปเที่ยวซอยกว้างแคบ อันโด่งดัง แห่งเฉิงตู และสวนสาธารณะประชาชน เพื่อที่จะไปดูว่าคนเฉิงตูในปัจจุบันเค้าแฮงค์เอาท์กันยังไง ใช้ชีวิตกันแบบไหนในช่วงฤดูใบไม้ผลิ เผื่อจะเป็นไอเดียสำหรับคนที่ต้องการจะมาเที่ยวเฉิงตู แล้วหาที่เที่ยวในเมือง แบบที่ได้ช้อปปิ้งด้วย หาของฝากด้วย
