
หลังจากที่พวกเราได้เดินทางมาจากจิ่วจ้ายโกว นั่งรถไฟกลับเข้าเฉิงตู เข้าเช็คอินที่โรงแรมกันเรียบร้อยแล้ว ก็ได้เวลาออกเดินเที่ยวในย่าน Wuhou นี้กันซักหน่อย โดยพวกเราจะเดินจากโรงแรม Chengyouyuan ไปยังสวนสาธารณะข้างศาลเจ้าอู่โหว (ศาลเจ้าสามก๊ก) และเที่ยวถนนคนเดินจิ๋นหลี่ในช่วงเย็นวันนี้กัน ระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร ใช้ระยะเวลาประมาณ 20 นาที


ระหว่างทางต้องแวะเติมกาแฟกันซักหน่อย ราคาในเมืองถูกกว่าที่สาขาจิ่วจ้ายโกวแฮะ



ในย่านนี้ ริมท้องถนน มีเรื่องราวจากสามก๊กให้ได้เห็นเรื่อยๆ ตลอดทาง

ถนนเส้นที่เราเดินผ่านเป็นย่านที่มีกลิ่นอายของทิเบต ขายสังฆภัณฑ์ทิเบต, เทวรูปทิเบต รวมถึงเครื่องราง ลูกประคำมากมาย มีพระจีนแวะเวียนมาอุดหนุนไม่ขาดสาย นับว่าเป็นย่านที่น่าสนใจ









บางโซนก็มีร้านอาหาร คาเฟ่ และ hostel ด้วย

ระหว่างทางได้เห็นวิถีชีวิตผู้คนเรื่อยๆ มีทั้งร้านข้าว ร้านก๋วยเตี๋ยว ที่มีคนอุดหนุนเต็มร้าน, กลุ่มวณิพกตาบอดที่เดินเล่นดนตรีอยู่บนทางเท้า มีบริการขัดรองเท้าริมถนน แบบที่ไม่ค่อยได้เห็นที่ไทยนานแล้ว อีกทั้งยังมีรถเข็นขายผลไม้ ขายผลไม้สดลูกโตๆ ดูน่าอร่อย








พวกเราเดินกันมาจนถึงศาลเจ้า Wuhou แต่วันนี้เราจะเข้าไปชมสวนข้างศาลเจ้าก่อน เพราะเริ่มเย็นแล้ว ศาลเจ้าเปิดถึงแค่ 6 โมงเย็น เดี๋ยวจะเข้าชมพรุ่งนี้แทน สวนสาธารณะที่อยู่ข้างๆ ศาลเจ้าเป็นสวนที่เงียบสงบ ร่มรื่น และ มีผู้คน ออกมาพักผ่อน ถ่ายรูปเล่น, ถ่ายรูปชุดจีนโบราณ, เล่นแบตมินตัน, เดินชมสวนกันมากมาย










สวนสาธารณะแห่งนี้มีมุมให้ถ่ายรูปหลายมุมเลย ไม่ว่าจะเป็นอาคารสไตล์จีนโบราณ หรือสะพานโค้งริมน้ำที่ล้อมรอบไปด้วยมวลไม้และไม้ดอกนานาพรรณ เป็นสวนที่เหมาะสำหรับการพักผ่อนจากความพลุกพล่านในเมืองใหญ่

นอกจากนี้ ด้านลึกสุดของสวนสาธารณะแห่งนี้ ยังมีสุสานซึ่งสร้างขึ้นเพื่อ แม่ทัพหลิวเซียง แม่ทัพผู้เคยนำกองกำลัง ต่อสู้กับญี่ปุ่น ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยในปัจจุบันก็ยังมีผู้คนแวะเวียนเข้ามาสักการะอยู่ มีคนเอาบุหรี่มาไหว้ซะเป็นส่วนใหญ่



ใกล้ๆ สุสาน ก็จะเป็นทางเข้าฝั่งด้านในสวน ของถนนคนเดินชื่อดังแห่งเฉิงตู นั่นก็คือ ถนนคนเดิน Jin Li ถนนแห่งผ้าไหม ที่มีอายุยาวนานตั้งแต่สมัยเริ่มราชวงศ์ฮั่น เมื่อ 1,800 ปีที่แล้ว เราจะได้เห็นเรื่องราวของประวัติศาสตร์อันยาวนาน ในทุกมุมที่เดินผ่านในย่านนี้ ถนนที่เป็นศูนย์กลางการค้าในสมัยโบราณที่ยังอนุรักษ์บรรยากาศ และบ้านเรือนสไตล์ย้อนยุคไว้ให้ชม นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวประเทศจีนไม่ควรพลาดจริงๆ

นอกจากนี้ยังมีร่องรอยประวัติศาสตร์เกี่ยวกับ จ๊กก๊ก หรือ รัฐฉู่ฮั่น ในสมัยที่เล่าปี่ได้เป็นฮ่องเต้ ถ้าใครเป็นแฟนสามก๊กคือ ถูกใจแน่ๆ ให้ฟีลเหมือนได้ walk rally มองหาภาพ หรือสัญลักษณ์ที่เกี่ยวกับสามก๊กได้ตลอดทาง เพราะเมืองเฉิงตูเนี่ย เคยเป็นเขตปกครองของเล่าปี่มาก่อนนั่นเอง






ร้านค้าต่างๆ ในถนนคนเดินแห่งนี้ก็มีหลากหลายตั้งแต่ ขนม ของกินเล่น, อาหารท้องถิ่นเสฉวน, ร้านขายวัตถุดิบอาหาร, เสื้อผ้า, ร้านของฝากของที่ระลึก, หินหยก, ของประดับตกแต่งบ้าน หรือร้านขายเงินก้อนก็ยังมี แบบในหนังจีนโบราณ












บรรยากาศโดยรอบเหมือนหลุดมาในหมู่บ้านโบราณในหนังย้อนยุค พอยิ่งเป็นเย็นวันอาทิตย์แบบนี้คนยิ่งแน่นหลายโซนเลย ให้ฟีลเหมือนว่าโรงเตี๊ยมตรงนั้น อาจจะมีตัวละครจากซีรีส์ กำลังนั่งสังเกตการณ์ มองผู้คน สืบคดีอยู่ก็เป็นได้

ร้านของกินก็มีเยอะมากจนไม่รู้จะเริ่มจากร้านไหนก่อน อย่างร้านไส้กรอกกับเกี๊ยวกุ้งนี่คนมุงเยอะมาก แต่พอเขาพูดไทยใส่เราเท่านั้นแหละว่า “หมู หมู อร่อย!” เราก็ต้องอุดหนุนซะหน่อย เผ็ดกำลังดี อร่อยดีนะ ไส้กรอกเฉิงตู ไม้ละ 15 RMB


ในร้านเดียวกันมีเกี๊ยวกุ้งผสมปลาและมีท้อปปิ้งไข่กุ้งข้างบนด้วย พวกเราเลยสั่งมาลองเพิ่ม อร่อยทั้ง 2 อย่างจริงๆ










ร้านขายนูกัตตกแต่งที่ห้อยด้านบนเพดานร้าน น่ารักดี มีนูกัตหลากรสให้ชิม เหมือนเราจะได้ชิมอันที่เป็นกลีบดอกไม้

ส่วนร้านนี้ขายน้ำเห็ดหูหนูขาว แปลกดี

ร้านขายเนื้อเตียวหุย (Zhang Fei Beef) ที่เห็นได้ทั่วเมืองเฉิงตูนี่ก็ต้องมีสาขาจิ๋นหลีแน่นอน อยู่ด้านหน้า ต้นๆ ซอยเลย ในเฉิงตูนี่นอกจากจะมีร้านเนื้อเตียวหุย ร้านโร่วเจียโหมวเตียวเสี้ยน (ที่เรากินแถวตึก IFS วันก่อน) แล้วยังมีมินิมาร์ทชื่ออู่ตงเฟิง (WUDONGFENG – ไม่มีลมบูรพา) ด้วยนะ อ้างอิงจากสามก๊ก (อารมณ์แบบ อะไรก็มีขายหมด เว้นแต่ลมบูรพา งี้เหรอ?) ซีนขงเบ้งเรียกลมบูรพานี่ก็มาจากช่วง “ศึกผาแดง” นั่นเอง มินิมาร์ท WUDONGFENG นี่มีอยู่ทั่วเลย ตอนนั่งรถในเมืองแล้วเห็นครั้งแรกนี่ถ่ายแทบไม่ทัน มัวแต่ตกใจ + ขำ


ที่เห็นเป็ดหมุนๆ อยู่นี่คือร้านขายเป็ดย่าง คนเข้าเยอะมาก เขามีให้ชิม แล้วเอาไม้จิ้มที่ใช้ชิมไปจิ้มที่เป็ดฟางหน้าร้านอีกที มิน่าเป็ดฟางหน้าร้านโดนปักทั่วจนพรุนเลย ป้ายร้านที่เป็นรูปพ่อครัวหั่นเป็ดก็ขยับได้ด้วย ทำท่าสับเป็ดรัวๆ

ซักพักพวกเราก็ลองชิมร้านนี้บ้าง ร้านนี้มีของกินหลายอย่างมาก อย่างหม่าล่าเสียบไม้นี้คนต่อคิวกันเยอะเลย แต่พวกเราเลือกเมนูอื่น เราสั่งเป็นเกี๊ยวทอดที่ไส้เป็นหมูสับหม่าล่า แล้วก็แป้งไส้หมูหม่าล่าที่หน้าตาเหมือนขนมโตเกียว กับเต้าฮวยหม่าล่า กินในอากาศหนาวๆ คืออย่างฟิน ลื่นคอมากๆ มิติใหม่ของการกินเต้าฮวยจริงๆ




ระหว่างที่ทาน เราก็จะได้ยินเสียง กรุ๊งกริ๊งๆ ตลอด ตอนอยู่เฉิงตูจะได้ยินเสียงนี้บ่อยมากๆ มันคือเสียง ร้านรับแคะหู




คนเฉิงตูคือแคะหูกันบ่อยมากก ร้านรับแคะหูคือ เยอะแบบไม่รู้จะเยอะยังไง แคะกันตรงข้ามร้านข้าวเรานี่ล่ะ สนุกสนาน เห็นว่าประวัติศาสตร์การแคะหูในแถบนี้คือยาวนานย้อนไปได้ถึงยุคฉินเลยนะ






กินเสร็จก็หาของหวานกินต่อ Dairy Queen สาขานี้ดีไซน์เก๋ไก๋ยังกะโรงเตี๊ยม แต่ที่นี่มีเมนูที่ไม่เหมือนบ้านเราหลายเมนูเลย เช่น บลิซซาร์ดพิสทาชิโอ, บลิซซาร์ดรสพีช แล้วยังมีรสมิ้นท์ช็อก พวกเราลองรสถั่วพิสทาชิโอกัน อร่อยมาก นัวถั่วดี


นี่เพิ่งเดินไปได้ครึ่งเดียวจากทั้งหมด Jin Li เนี่ย คือกว้างจริง ยังมีโซนด้านในลึกๆ ที่เรายังไม่ได้ไปเลย เลยลองเดินไปโซนด้านในบ้าง




เราก็จะเจอโซนสำหรับ คู่รัก มาคล้องชื่อ ผูกสัญญาใจกัน มีโซนแบบนี้ 2 โซน โซนนึงเป็นธีมลิโป้กับเตียวเสี้ยนด้วย แต่เขียนกระดาษรูปหัวใจเอาแทนที่จะคล้องป้าย

ถัดมาจะเป็นเวิ้งของสามก๊ก จัดในธีมของ “คำสาบานในสวนท้อ” มีลานน้ำชาที่ทุกคนมานั่งดื่มชา ฟังเพลง ชมดอกไม้กันแน่นขนัด (ใช่แล้ว มีโซนแคะหูด้วย แถวๆ นี้) รอบๆ ประดับประดาด้วยโคมไฟสีแดง สว่างไสวทั่วบริเวณ ให้ฟีลเหมือนเป็นงานเทศกาลย่อมๆ ที่จัดทุกวัน จัดตลอดทั้งปี อากาศก็เย็นสบายประมาณ 17 องศา ถ้าเมืองไทยอากาศเย็นแบบนี้เราก็อยากจะออกมานั่งชิล outdoor แบบนี้มากกว่ากินข้าวในห้างนะ









ถัดไปจากโซนนี้ก็ยังมี ร้านสตรีทฟู้ด ลึกเข้าไปอีก ยาวๆ กว้างใหญ่สุดๆ แล้วก็ยังมีร้านขูดหวยด้วย พวกเราลองขูดหวยครั้งแรก สนุกๆ กัน ปรากฏว่าถูกหวย! ได้เงินค่าขนมมานิดหน่อย ใครอยากเสี่ยงดวงก็มาลองกันได้





โซนนี้เป็นจอริมน้ำ ที่เปิดภาพเรื่องราวฉากสำคัญๆ จากเรื่องสามก๊ก วนลูปไป ภาพทั้งหมดมีเยอะกว่านี้มาก


มีดนตรีสดแสดงอยู่หลายจุด แล้วยังมีคนรับวาดภาพ, ปั้นขนมจากน้ำตาล, แกะดินเป็นรูปใบหน้าคน และยังมียอดฝีมืออื่นๆ อีกมากมาย อยู่ทั่วบริเวณถนนจิ๋นหลีแห่งนี้ หากเข้าไปนั่งในร้านอาหาร บางร้านก็จะมีแสดงดนตรีพื้นเมือง (เช่น ซอจีน) หรือการแสดงเปลี่ยนหน้ากาก ที่เป็นการแสดงพื้นบ้านขึ้นชื่อของเสฉวน ให้ชมอีกด้วย






พวกเราใช้เวลาที่ Jin Li กันจนเกือบ 4 ทุ่ม เป็นถนนคนเดินโบราณที่สนุกมากๆ พรุ่งนี้จะแวะมาแถวนี้อีกเพราะจะมาศาลเจ้าอู่โหว แล้วจะกินข้าวกลางวันกันที่จิ๋นหลี่นี่แหละ ช่วงเช้าเปิดตั้งแต่ 9 โมง ยาวๆ ไปยันดึกๆ เลย
ขากลับ ถ้าเดินกลับคงจะมืดไป เลยลองนั่ง รถตุ๊กๆ แดง หน้า Jin Li ซะหน่อย กลับโรงแรมในราคา 20 RMB เพราะว่า ดูสภาพละ ถ้าเรียก DiDi คงรอเป็นชั่วโมงแน่ๆ เพราะคนเยอะมากกกกก ซึ่งพอได้ลองนั่งรถตุ๊กๆ แดงที่คุณยายขับก็สนุกมาก ไวแบบ ไวจริงๆ ไม่ต้องรอคิวเลย


ถือว่าเป็นวันอันยาวนาน ลากยาวมาตั้งแต่เช้าตรู่ เดินทางออกจากจิ่วจ้ายโกว ติดภูเขาหิมะ เกือบไม่ทันรถไฟ เดินผ่านถนนย่านสังฆภัณฑ์ทิเบต ชมสวนสาธารณะที่มีต้นไม้ดอกไม้สวยงาม และเดินเที่ยวถนนจิ๋นหลี่ที่เต็มไปด้วยผู้คนและเรื่องราวมากมาย เป็นวันที่เต็มเปี่ยมไปด้วยประสบการณ์จริงๆ
———————————–
ศาลเจ้า Wuhou / ถนนคนเดิน Jinli : การเดินทาง สามารถขึ้นรถไฟใต้ดิน mrt สาย 10 มาลงสถานี Wuhouci (Wuhou Shrine) ได้ (update 2025)
———————————–
Steps: 10,925
