Day 4 – 23rd Sunday
เช้านี้เราตื่นเช้าเช่นเคย เพราะจะต้องขึ้นรถบัสกลับไปยังสถานีรถไฟ Huanglong-Jiuzhai ในเวลา 8.45น. ใช้เวลาเกือบ 2 ชม. เพื่อไปขึ้นรถไฟกลับเฉิงตูในรอบ 11.51 น. พวกเรากะว่า ไปถึงแบบเผื่อเวลาหน่อย เผื่อกินข้าวกลางวันก่อนขึ้นรถไฟ แบบ ชิลๆ ไม่ต้องรีบมาก
จริงๆ ถ้าใครอยากจะไปซื้อตั๋วที่ท่ารถบัสก็ได้ แต่เราอยากจะชัวร์ๆ แบบไม่ต้องกังวล เพราะจะต้องไปขึ้นรถไฟต่อ ก็เลยจองตั๋วรถบัสผ่านทาง Trip.com ล่วงหน้า รถบัสที่พาเรากลับเป็นแบบ 37 ที่นั่ง เราเลือกเวลา 8.45น. ราคา ณ ตอนนั้น ประมาณเที่ยวละ 250 บาท

โดยทาง Trip.com จะโทรหาเราเป็นภาษาไทย และส่งอีเมลมาหาเรา ก่อนวันเดินทาง 2-3 วัน เพื่อแจ้งหมายเลข Wechat ของคนขับรถให้เรา add และคอนเฟิร์มจุดขึ้นรถ ซึ่งก็คือ บริเวณลานจอดรถ Blue Sky (Lantian Parking lot) ถัดจากตรงร้าน Chagee, luckin coffee ไปหน่อย ใกล้ๆ ที่ที่เราลงรถบัสตอนขามานั่นแหละ
ก่อนวันเดินทาง 1 วัน ทาง Trip.com จะส่งอีเมลมาแจ้งเลขทะเบียนรถ และ เบอร์โทรศัพท์ของคนขับรถ กับเราอีกที (และส่งรายละเอียดมาใน Wechat ด้วย)
เห็นว่าเคยมีนักท่องเที่ยวบางคนเลือกบริการเป็นแบบรถเล็กไว้ แต่พอใกล้ๆ ถึงวันเดินทางกลับโดนยกเลิกเปลี่ยนเป็นรถอีกแบบแทน ก็คงจะคอนเฟิมรถกันในช่วงวันก่อนเดินทางแบบนี้ ส่วนตัวคิดว่าถ้าเราเลือกเป็นเดินทางด้วยรถบัส 37 ที่นั่ง โอกาสที่จะโดน cancel น่าจะน้อยกว่านะ

พวกเรา Check-out จากโรงแรม ลากกระเป๋าเดินฝ่าความหนาวไป 15 นาที ก็ถึงบริเวณท่ารถบัส ที่ลานจอดรถ Blue Sky
ที่ท่ารถมีรถบัสเยอะมาก เข้าๆ ออกๆ ตลอด เรามาถึงก่อนเวลาประมาณ 15 นาที ก็ยืนงงๆ ว่าควรจะรอที่ไหน สายตาก็คอยมองป้ายทะเบียนรถบัสที่เข้ามาใหม่ ว่าใช่คันของเราหรือเปล่า ก็ไปยืนตรงที่คนเขายืนๆ กัน

จนถึงเวลา 8.45 น. แล้วรถบัสของเราก็ยังไม่มา รถติดหรือเปล่านะ? เราลองไปถามผู้หญิงจีนที่ลากกระเป๋าเตรียมกลับเหมือนเรา ให้เขาดูอีเมลยืนยันที่เป็นภาษาจีน ว่ารอคันนี้เหมือนกันหรือเปล่า? คุยภาษามือกันไปมาก็เข้าใจว่าเค้านั่งรถคันเดียวกับเรานี่แหละ รอตรงนี้ถูกแล้ว พวกเราจึงรอต่อไปอย่างมีความหวัง
จนถึงเวลาใกล้ๆ 9 โมง รถบัสของเราก็มาถึงในที่สุด ผู้หญิงจีนที่เราไปคุยด้วยเมื่อกี๊ และกลุ่มคนรอบๆ เรา ลากกระเป๋ากันไปต่อแถวขึ้นรถ คนขับรถดูชื่อจากพาสปอร์ตเรา แล้วก็ติ๊กถูกชื่อเราในลิสต์เขา ทีนี้เราก็ได้เอากระเป๋าเก็บใต้ท้องรถ ขึ้นรถกันสบายใจล่ะ


วิวระหว่างทางขากลับดูเต็มไปด้วยหิมะบนเขามากกว่าตอนขามาอย่างเห็นได้ชัด ไม่นานเราก็ได้รู้ว่าที่รถบัสมาถึงช้ากว่าเวลานัดเป็นเพราะรถติดบนเขานั่นเอง!

หิมะที่ตกหนักเมื่อวาน ทำให้ถนนลื่นในช่วงโค้งที่เป็นจุดพักรถ รถทุกคันเลยต้องผลัดกันขับช้าๆ สลับเลนกัน ทำให้ ติดเป็นชม. พอถึงจุดนึง รถบัสของเราก็จอดยาวๆ
เราเริ่มไม่แน่ใจว่าจะไปขึ้นรถไฟทันไหม แต่ดีที่เผื่อเวลาไปเป็นชม. หาข้อมูลในเน็ตว่าถ้าตกรถไฟขึ้นมา ก็ไม่ต้องซื้อตั๋วใหม่ เอาตั๋วเก่าไปแสดงแล้วขึ้นคันรอบถัดไปได้เลย แต่อาจจะต้องยืนยาวๆ ไม่ได้นั่งตามที่จองมาแต่แรก โอเค ถือว่าเป็นแผน B เผื่อว่าตกรถไฟ

พอรถจอดยาวๆ บนภูเขาหิมะ คนจีนก็เริ่มลงไป.. ถ่ายรูปเล่นกัน! บ้างก็เล่นหิมะ โปรยหิมะกัน บ้างก็สูบบุหรี่ บ้างก็เดินเข้าป่าไปทำธุระส่วนตัวกันสบายใจ



ผ่านมาเกือบ ชม. ก็มีสัญญาณให้ไปต่อได้ คนขับก็สตาร์ทรถ พร้อมทั้งเรียกทุกคนขึ้นรถ พอขึ้นรถกันมาเกือบหมดทุกคนก็ปรากฏว่า ยังขาดคุณลุงคุณป้าอีกคู่นึงที่.. ยังอยู่ในป่า.. (คาดว่าไปถ่ายหนักแน่นอน) คนขับบีบแตรเรียก คุณป้าก็พูดชี้โบ๊ชี้เบ๊ น่าจะประมาณว่า แป๊บนึง อีกแป๊บนึง เรานี่ลุ้นมาก จนฮีโร่ของเรา น้องผู้หญิงวัยรุ่นที่นั่งเบาะหลังสุด เปิดกระจกตะโกนเร่ง (น่าจะประมาณว่า มาได้แล้วจะไปขึ้นรถไฟต่อเดี๋ยวไม่ทัน!) ไม่นานคุณลุงก็ออกมา กลับขึ้นรถจนครบ

10 โมงกว่า ออกเดินทางกันอีกครั้ง ก็ลุ้นกันต่อว่าจะไปขึ้นรถไฟตอน 11.51 น. ทันไหม ตอนนี้ยังอยู่บนเขากันอยู่เลย เดี๋ยวลงเขาไปแล้วมีทางราบยาวๆ อีก คนขับคือขับเก่งมาก เร่งสปีดแบบไม่แวะพักตรงไหนเลย สัมผัสได้เลยว่า ทุกคนบนรถคือเครียดมาก นั่งดูนาฬิกากันทุกคน ตอนนี้ก็ต้องฝากความหวังไว้ที่ลุงคนขับล้วนๆ พวกเราทุกคนก็ได้แต่นั่งดูวิวข้างทางกันไป





รถบัสซิ่งไป บีบแตรไป ไล่แพะ และจามรี ไม่ให้มาขวางถนน ชั่วอึดใจ เราก็มาถึงโซนชุมชนกันแล้ว

จากที่ GPS บอกว่าใช้เวลา 50 นาที แต่คนขับใช้เวลา 20 นาทีเท่านั้น! รถบัสขับมาถึงบริเวณสถานีรถไฟหวงหลง-จิ่วจ้าย รถยังไม่จอดดี แต่ทุกคนรีบลุก กะจะเตรียมตัววิ่งกันละ พวกเราก็ต้องติดสปีด วิ่งลากกระเป๋าแบบด่วนจี๋เหมือนกัน ! นาทีนี้คือวิ่ง วิ่งเท่านั้น ! เหลือเวลาอีก 15 นาทีก่อนรถไฟออก!


มีบันไดเลื่อนให้ลงก็ไม่ลงละ ยกกระเป๋าเดินทาง วิ่งลงบันไดมันนี่แหละ หน้าทางเข้าจุดสแกนพาสปอร์ตที่จะลงไปที่ชานชาลาคนแน่นมาก ทุกคนน่าจะเจอรถติดบนเขากันหมด พอเข้าชานชาลามาได้ เราก็ลากกระเป๋าไปที่หัวขบวน ตามที่นั่งที่จองมา

สรุปคือทันฉิวเฉียด ก่อนเวลารถไฟออก 8 นาที ลุ้นกันมาก ทุกคนที่ติดบนเขากันมาตั้งแต่ 9 โมงมาขบวนนี้กันหมด

ขากลับพวกเราจองเป็นรถไฟ ชั้น 2 เพราะรอบที่เราจะกลับ มีแต่ชั้น 2 กับ ตั๋วยืนเท่านั้น ซึ่งเราชอบนะ ที่นั่งแม้จะแคบกว่า ชั้น 1 แต่ ความบันเทิงเยอะดี มีรถเข็นขายของมาเรื่อยๆเลย แล้วสกิลการขายคือเก่งมาก เชียร์ขายสนุกมาก มีขนมให้ชิมด้วย ราคาค่าตั๋วก็ถูกกว่าชั้น 1 เยอะด้วย รถไฟใช้เวลาเดินทาง 2 ชม. 16 นาที ใช้เวลามากกว่ารถไฟชั้น 1 เล็กน้อย
โดยเราจะเดินทางไปที่สถานีรถไฟเฉิงตูฝั่งตะวันตก (Chengduxi) เพราะอยู่ใกล้กับโซนที่เราจะเที่ยวกันในเมืองในวันถัดไป

เนื่องจากเราไม่ได้กินข้าวก่อนขึ้นรถไฟตามแพลนเดิม ก็เลยกินข้าวกล่องรถไฟนี่แหละ เค้าจะมาถามว่ามีใครเอามั้ย หรือจะเดินไปซื้อที่ตู้เสบียงก็ได้ อันนี้เป็นข้าวอบหม้อดิน รสเนื้อ โอเคนะ ให้เยอะมาก กิน 2 คนอิ่ม


วิว 2 ข้างทาง ผ่านทุ่งมัสตาร์ดสีเหลืองเหมือนตอนขามา


จากสถานีรถไฟ พวกเราใช้บริการ DiDi มาลงที่ โรงแรมที่พวกเราจองเอาไว้ โรงแรมที่เราจะพักในอีก สองคืนที่ เฉิงตู คือ Cheng You Yuan Hotel คืนละประมาณ 1,266 บาท ราคานี้รวมอาหารเช้าแล้ว ห้องก็คือกว้างมาก แต่ในฤดูนี้เขาไม่เปิดแอร์ให้นะมีแต่ฮีทเตอร์ ต้องเปิดหน้าต่างแง้มๆ เอา ใครร้อนก็ขอพัดลมเค้าเพิ่มได้ เรื่องการเปิดแอร์ตามฤดูกาลที่เฉิงตูนี่คิดว่าต้องเช็คกับโรงแรม เราเข้าใจว่า ถ้าได้ชื่อว่าเป็น smart hotel ถึงจะมีแอร์ตลอดทั้งปี (แต่ก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน) ทางที่ดี เช็คกับโรงแรมก่อนจอง ดีที่สุด


โรงแรมนี้อยู่ ใกล้กับแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิต ที่เราจะพูดถึงในโพสต์หน้า ไม่ว่าจะเปน สวนประชาชน, ซอยกว้างแคบที่ทุกคนคุ้นเคยกับ, ถนนคนเดินจินหลี่ ถนนคนเดินที่มีประวัติยาวนานตั้งแต่สมัยราชวงค์ฮั่น และ ศาลเจ้าข้างๆ ถนนจินหลี ศาลเจ้าที่ทำให้เราอยากมาเที่ยวเฉิงตู “ศาลเจ้าสามก๊ก”
