
Day 3 – 22nd Saturday
จิ่วจ้ายโกวในฤดูใบไม้ผลิปลายเดือนมีนาคมในปีนี้ออกจะหนาวอยู่ซักหน่อย อากาศ 0 องศาเป็นอะไรที่เกินคาดนิดๆ พวกเราตื่นมาทานอาหารเช้าของโรงแรมในเวลา 7 โมงเช้า เพื่อที่จะเตรียมตัวไปเข้าอุทยานในเวลา 8.30 น. โดยต้องเผื่อเวลาเดินไปจากโรงแรม 15 นาที และเผื่อเวลาสำหรับไปต่อแถวเข้าคิวเข้าอุทยานอีก ดีที่พวกเราจองตั๋วล่วงหน้าผ่าน Trip.com มาแล้ว พอไปถึงก็ไปต่อแถวโซนคนต่างชาติ แล้วแสกนพาสปอร์ตเข้าอุทยานได้เลย ไม่ต้องเสียเวลาไปต่อแถวซื้อตั๋วอีก
- ช่วง Low Season ในวันที่ 16 พฤศจิกายน – 31 มีนาคม อุทยานจะเปิดเวลา 8.30AM – 6 PM ค่าเข้าราคานักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมรถบัสวิ่งภายในอุทยาน = 160 หยวน
- ช่วง High Season วันที่ 1 เมษายน – 15 พฤศจิกายน อุทยานจะเปิดเวลา 7.30AM-6 PM ค่าเข้าราคานักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมรถบัสวิ่งภายในอุทยาน = 280 หยวน
พวกเราเดินผ่านทิวซากุระริมเขาหินสูงใหญ่ บรรดาพ่อค้าแม่ค้าเรียกให้ซื้ออุปกรณ์กันหนาวตลอดทาง ไม่นานก็มาถึงบริเวณทางเข้าอุทยาน






นักท่องเที่ยวหลายกรุ๊ป หลายเชื้อชาติ บ้างก็มากับทัวร์ ออกันอยู่จำนวนมากรอเวลาเข้า แต่พอเขาเปิดประตูให้เข้าแล้วระบบก็ดีนะ คนเยอะแต่ไหลๆ ตามแถวไปเรื่อยๆ ใช้เวลาไม่นานเลย บริเวณหน้าทางเข้ามีห้องน้ำ ร้านขายของที่ระลึก และน้ำอุ่นให้ได้เติมกัน แล้วยังมีบริการล็อคเกอร์ฝากกระเป๋าอีกด้วย
พอผ่านจุดแสกนพาสปอร์ตมาได้พวกเราก็สามารถเลือกว่าจะไปต่อแถวขึ้นรถบัสคันไหน รถบัสมาไวไปไวมาก ถ้าไม่อยากยืนยาวๆ 20 นาที++ ก็รอให้รถคันใหม่มาก่อนก็ได้ ขึ้นแล้วได้นั่งแน่นอน
สำหรับคนที่มากับทัวร์ บางทัวร์เขาอาจจะจองรถบัส private ให้เฉพาะกรุ๊ปทัวร์นั้นๆ แต่จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมมั้ย จะแวะตรงไหนบ้างก็ต้องลองเช็คกับทัวร์ดู เห็นว่าบางคนมากับทัวร์แล้วโดนเรียกเก็บเพิ่มค่ารถบัส private ที่นี่ก็มี


จิ่วจ้ายโกว อุทยานแห่งชาติ ระดับ 5A ตั้งอยู่ใน อาปาโจว (จังหวัดอาปา) เขตปกครองทิเบต มณฑลเสฉวน ซึ่งการจะมาที่นี่ก็มีให้เลือกหลายเส้นทาง วิธีที่ง่ายที่สุดก็คงจะเป็น เริ่มที่ เฉิงตูโดยการนั่งรถไฟความเร็วสูง แล้วต่อรถบัส อย่างที่พวกเรามานั่นล่ะ (รายละเอียดเรื่องการเดินทางมาจากเฉิงตู อยู่ใน blog ที่แล้ว )

บริเวณที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชมได้ในอุทยานคือพื้นที่ของ 3 หมู่บ้าน จากทั้ง 9 หมู่บ้านซึ่งทางอุทยานมีบริการรถบัสภายใน นักท่องเที่ยวขึ้นลงได้ตลอดตามจุดต่างๆ ที่เป็นไฮไลท์ของอุทยาน (บางจุดก็ขึ้นได้อย่างเดียว บางจุดก็ลงได้อย่างเดียว ถ้าเอาง่ายๆ ก็เที่ยวตามเส้นทางของเราก็ได้)

แผนที่ของอุทยาน จะมีรูปร่างคล้ายตัว Y ทางเข้าอุทยานจะอยู่ตรงจุดล่างสุดของตัว Y โดยตรงกลาง จะเป็นจุดบริการนักท่องเที่ยว มีร้านอาหาร ร้านของฝาก และจุดเปลี่ยนรถบัส ในการเดินทางไปขาตัว Y แต่ละฝั่ง
ไฮไลท์ฝั่งซ้าย คือ ทะเลสาบยาว และ ทะเลสาบหลากสี ส่วนทางฝั่งขวา จะมี ทะเลสาบไผ่ลูกศร ทะเลสาบแพนด้า ทะเลสาบห้าบุปผา ส่วนโซนด้านล่าง จากจุดบริการ นักท่องเที่ยว จนถึงทางเข้าอุทยานจะมี น้ำตกโนวรื้อหลาง ทะเลสาบแรด ทะเลสาบเสือ น้ำตกฉู่เจิ้ง และ หมู่บ้านฉู่เจิ้ง นั่นเอง
แผนของเราก็คือ เราจะเข้าอุทยานให้เช้าที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วอยู่ถึงเวลาที่อุทยานปิดเลย ในช่วงเช้า รถบัสจะสุ่มพาเรา ไปลงสุดปลายทางของแต่ละฝั่งก่อน โดยที่ไม่ว่ารถบัสจะสุ่มเราไปที่ฝั่งไหนก่อน เราก็จะไปตามนั้น แล้วกลับมาทานข้าวเที่ยงที่จุดบริการนักท่องเที่ยว แล้วต่อรถบัสจากจุดบริการนักท่องเที่ยวขึ้นไปอีกฝั่ง แล้วกลับมาที่จุดบริการนักท่องเที่ยวใหม่ เพื่อที่จะหารถกลับออกไปทางออกอุทยาน และเที่ยวระหว่างเส้นทางไปเรื่อยๆ
ซึ่งพวกเราสุ่มได้เริ่มที่ฝั่งขวากัน


Arrow Bamboo Lake


รถบัสพาพวกเราผ่านทะเลสาบต่างๆ ผ่านจุดบริการนักท่องเที่ยว และขึ้นเขามาทางปีกตัว Y ฝั่งขวา ไม่แน่ใจว่าจริงๆ แล้วรถจะต้องไปสุดทางที่ป่าบรรพกาลตามในแผนที่รึเปล่า (ต้องไปอีกไกล ยังไม่แน่ใจเหมือนกันว่าไปยังไงเพราะรอบนี้ไม่ได้ไป) แต่รถบัสพาพวกเรามาส่งที่ทะเลสาบไผ่ลูกศร หรือ Arrow Bamboo Lake ซึ่งมีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 2,600 เมตร
พอก้าวลงจากรถบัสก็ได้ยินเสียงฮือฮาของผู้คน หิมะบางๆ ค่อยๆ ตกโปรยปรายลงมาต้อนรับนักท่องเที่ยวที่เพิ่งขึ้นมาบนเขาสูง บรรยากาศที่หิมะตกช่วยส่งให้ความยิ่งใหญ่ และความสวยงามของที่นี่ถูกอัพเกรดขึ้นไปอีก ภาพทะเลสาบสีฟ้าและหิมะขาว รวมถึงเทือกเขาด้านหลัง แลดูเหมือนภาพวาดพู่กันจีนโบราณเลยทีเดียว (ที่อาจจะมีเซียนอยู่บนเขาฝึกวิชาอยู่ก็เป็นได้) อุณหภูมิในตอนนี้นั้นต่ำกว่า 0 องศาเซลเซียสแน่นอน



นักท่องเที่ยวบ้างก็กางร่ม บ้างก็ใส่เสื้อกันฝน เดินลงเขาไปทางเดียวกัน จากจุดนี้จะต้องเดินลงเขาไปเรื่อยๆ แล้วจะผ่านทะเลสาบต่างๆ ไปตามเส้นทาง จากทะเลสาบไผ่ลูกศร ไปที่ทะเลสาบแพนด้าจะเป็นทางเดินไม้ยาวๆ ระยะทางประมาณ 1.3 กิโลเมตร
เราเริ่มนึกย้อนหลังว่าเอ๊ะ ก่อนจะมา ตอนอยู่ไทยดูพยากรณ์อากาศเขาบอกว่า 7 องศานี่นา สงสัยช่วงนี้ความกดอากาศเปลี่ยนแปลงเลยเย็นกะทันหัน พวกเราเตรียมเสื้อผ้าเผื่อหนาวมาแล้วเพราะคิดว่าบนเขามันน่าจะหนาวกว่าที่พยากรณ์ แต่ถึงอย่างนั้น อากาศติดลบตอนนี้ก็หนาวจนไม่อยากจะหยุดเดินจริงๆ
แต่สวยขนาดนี้จะไม่หยุดถ่ายรูปได้ยังไง






แม้อากาศจะหนาวเย็น ก็ยังเห็นเป็ดว่ายในน้ำ เห็นปลา เห็นนก ได้ตลอดทาง ระหว่างทาง เมื่อจบเส้นทางริมทะเลสาบไผ่ลูกศรแล้ว จะผ่านน้ำตกไผ่ลูกศร จุดนี้ก็มีคนมาถ่ายรูปกันเยอะ ถือเป็นจุดไฮไลท์เหมือนกัน

Panda Lake


จากน้ำตกไผ่ลูกศร เดินมาประมาณ 300 เมตร ก็จะถึง Panda Lake หรือ ทะเลสาบแพนด้าที่ว่ากันว่า เป็นที่อยู่อาศัยของแพนด้า เพราะระหว่างทางเดิน เราจะเห็นต้นไผ่เรื่อยๆโดยถ้าโชคดี ก็อาจจะเจอหมีแพนด้าลงมากินน้ำที่ทะเลสาบก็ได้

ต่างจุดที่ถ่าย ต่างมุม เราจะเห็นสีของน้ำในทะเลสาบคนละโทนกัน มีนักท่องเที่ยวจีนขอให้เราถ่ายรูปให้เขา คนสองคน ระหว่างทาง แม้จะฟังไม่ออก แต่ก็เข้าใจกันได้ด้วยภาษามือ เหมือนจะมีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวที่นี่คนเดียวอยู่เยอะเหมือนกันแฮะ








เมื่อเดินเลาะทะเลสาบแพนด้าสีเขียวอมฟ้า มาจนสุดทาง ก็จะพบกับโซนร้านขายของ ของกินเล่น ห้องน้ำ จุดเช่าชุดทิเบตถ่ายภาพ พร้อมบริการถ่ายภาพต่างๆ ตั้งเรียงรายอยู่ ได้ยินมาว่าไส้กรอกตรงจุดนี้อร่อยมาก แต่พวกเราไม่ได้ลองเพราะกะว่าจะกิน serial bar ที่พกมาเอา แล้วค่อยไปกินข้าวกลางวันทีเดียวที่จุดบริการนักท่องเที่ยว ถ้าใครอยากลองไส้กรอกสไตล์เสฉวนก็มาลองตรงจุดนี้ได้

5-Flowers Lake

จาก Panda Lake เราต้องนั่งรถบัสของอุทยาน ลงที่ป้าย Five-Flower Lake หรือ ทะเลสาบห้าบุปผา ซึ่งเป็นจุดที่ผู้คนมาเยือนเยอะมากๆ ของที่จิ่วจ้ายโกว







ทะเลสาบห้าบุปผา (อู่ฮวา) ถูกพวกเราเรียกติดตลกไปตลอดทางว่าทะเลสาบหมูกรอบ หมูสามชั้น (อู่ฮวาโร่ว) แม้จะเป็นทะเลสาบหมูกรอบในใจเรา (?!) แต่ก็เป็นถึงทะเลสาบที่สวยที่สุดในจิ่วจ้ายโกวเชียวนะ! ด้วยลักษณะพิเศษของทะเลสาบนี้ รวมถึงพืชพรรณในน้ำ ทำให้เรามองเห็นเฉดสีในน้ำเป็นหลากหลายโทน แปลกตาสุดๆ
บรรยากาศ ฤดูใบไม้ผลิ ที่มีหิมะโปรยปราย ผิวน้ำสะท้อนแสงหลากสี กับหุบเขาที่ปกคลุมไปด้วยหิมะถือว่าเป็นไฮไลท์ของฝั่งด้านขวา ที่ผู้คนจะมาถ่ายรูป ชุดทิเบต ชุดจีนฮั่นฝู ชุดคอสเพลย์ กันเยอะมากๆ จริงๆ
ระยะทางเดินรอบทะเลสาบ จะอยู่ที่ 1.6 กิโลเมตร มีความสูงจากระดับน้ำทะเล ประมาณ 2,400 เมตร

ทางเดินรอบทะเลสาบก็ทำได้ดีเลย ไม่มีสะดุด เดินไม่เหนื่อย เดินได้เรื่อยๆ ระหว่างทางก็มีห้องน้ำ และเจ้าหน้าที่คอยดูแลเก็บขยะตลอด มีพวกบริการรับถ่ายรูป 6 ช็อต 20 หยวน เต็มไปหมดเลยหลายคนมาก ใครไปคนเดียว หรือไม่ได้พกกล้องไป ก็ไม่ต้องห่วงว่าจะไม่มีรูปสวยๆ ไปจ้างตากล้องแถวนั้นถ่ายเอาได้
พวกเราเห็นนกที่แปลกตาแต่ถ่ายไม่ทัน เป็นนกที่ไม่เคยเห็นมาก่อน น่าจะเป็นนกป่าในแถบนี้ ธรรมชาติที่นี่อุดมสมบูรณ์สุดๆ

ถ้าเป็นวันที่แดดจัดๆ ก็คงจะเห็นเฉดสีที่แตกต่าง แต่ก็จะไม่ได้เห็นเฉดสีแบบที่ได้เห็นในวันนี้ นับว่า จิ่วจ้ายโกวนี่มาซ้ำได้หลายรอบ หลายฤดูจริงๆ ถ่ายภาพมายังไงก็ไม่สวยเท่าตาเห็นจริงๆ นะ
Tourist Center

จาก 5-Flower Lake เราต้องนั่งรถบัส กลับไปที่จุดบริการนักท่องเที่ยว ซึ่งอยู่ตรงกลางของตัว Y เพื่อที่จะไปหาข้าวเที่ยงกินกัน หลังจากนั้นก็ไปต่อรถเพื่อจะไปฝั่งทางด้านซ้าย
มีร้านให้เลือกมากมายหลากหลายร้านมาก ตอนแรกเราว่าจะไปกินเกี๊ยวกัน เห็นปั้นสดๆ โชว์หน้าร้านเลย แต่พอคนเยอะ ช่วงเที่ยง สัญญาณมันคงรวนมั้ง ดันแสกน Alipay สั่งอาหารไม่ติดซะนี่ เลยไปร้านก๋วยเตี๋ยวข้างๆ แทน (เราเปิดโรมมิ่งมา เน็ตจะไม่ไวเท่าเน็ตซิมจีนของคนอื่นๆ)




เราสั่งเป็น ตั้นตั้นเมี่ยน เนื้อสับ (บะหมี่ป๊อกๆ) ของขึ้นชื่อเฉิงตู เขาจะมีจุดให้เติมพริก เติมผัก เติมถั่วได้ พวกเราสั่งเกี๊ยวมาด้วยไม่ให้เสียทีที่อดกินเกี๊ยวร้านข้างๆ นอกจากนี้ยังมีของหวาน เต้าหู้บัวลอยงาดำ โรยถั่วบดให้ฟิลลิ่งเหมือนกินบัวลอยงาดำแบบแห้งเลย หอมและอร่อยมากๆ เราชอบมาก
สำหรับห้องน้ำในโซน Tourist Center นี้ คิดว่าถ้าไปเข้าชั้นบนที่ท่ารถ จะสะอาดกว่าชั้นที่เป็นร้านอาหารนะ..

ท่ารถก็จะแบ่งเป็นโซนที่ไปฝั่งซ้ายและฝั่งขวา ดูป้ายดีๆ แล้วเลือกขึ้นรถกันได้ตามสะดวกเลย
Long Lake




หลังทานข้าวกลางวัน พวกเราขึ้นรถบัส ไปสุดทางของฝั่งซ้ายกันต่อ ฝั่งนี้ค่อนข้างไกล และขึ้นมาสูงมากๆ ใช้เวลาประมาณครึ่ง ชม. เลยทีเดียว
ทะเลสาบยาวแห่งจิ่วจ้ายโกว อยู่ที่ความสูงจากระดับน้ำทะเล ประมาณ 3,060 เมตร ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในอุทยาน มีฉายาว่า กระจกบานยาวของเทือกเขาหิมะ ปกติทะเลสาบนี้จะเป็นสีน้ำเงินสวยมากๆ แต่วันนี้กลับเต็มไปด้วยสีขาว! อากาศบนที่สูงคงจะเย็นมากจนผิวน้ำจับตัวเป็นแผ่นน้ำแข็ง แล้วหิมะใหม่ๆ ก็เพิ่งตกพอดีเลยขาวโพลนไปหมดแบบนี้
ส่วนตัวเราไม่เคยพบเห็นทะเลสาบที่มีขนาดใหญ่ขนาดนี้ บนที่สูงขนาดนี้ อันที่จริงเราไม่เคยขึ้นที่สูง 3,000 เมตรมาก่อนเลย เป็นอะไรที่ตระการตาสุดๆ


เมื่อลงจากรถบัสมาก็พบกับร้านเช่าชุดทิเบต รับทำผม แต่งหน้า ถ่ายภาพ มากมาย เห็นว่าใส่ชุดที่นี่แล้วไปคืนชุดข้างล่างได้ ใครอยากลองก็มาลองกันได้เลย สำหรับเราคงไว้โอกาสหน้า ตอนนี้มันหนาวววว ไปหน่อย..
เวลาบ่าย 2 ที่ทะเลสาบยาวที่ขาวจั๊วะมีนักท่องเที่ยวรุมถ่ายรูปมากมาย พวกเราเดินลงบันไดไปใกล้ๆ ทะเลสาบ โซนนี้มีคนถ่ายรูปน้อยกว่าด้านบน สะพานเดินรอบทะเลสาบนี่ก็กำลังสร้างเพิ่ม ขยายไปอีกฝั่ง เดินเลาะมาจนสุดทางก็ต้องขึ้นบันไดกลับไปด้านบน ก็จะเจอต้นสนทรงธง ที่เป็นแลนด์มาร์คที่นี่เหมือนกัน เราสังเกตว่า ที่ความสูง 3,000 เมตรนี่เรารู้สึกเหนื่อยนิดหน่อย ต้องเดินช้าๆ และค่อยๆ ขึ้นบันไดเอา แต่การ์ดปกติไม่รู้สึกอะไร มีเพียงนอนหลับไม่ค่อยสบายในที่สูงเมื่อคืนเท่านั้น (แต่เรากลับนอนปกติแฮะ)




Multicolor pond
จากทะเลสาบยาว พวกเราก็เดินต่อลงมาเพื่อไปยังอีกจุดไฮไลท์ สระน้ำห้าสี ระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร ระหว่างทางก็มีห้องน้ำให้แวะ สะอาดอยู่นะ






หลายๆ คนพาเด็กเล็กมาเที่ยวด้วย เวลาขึ้นลงบันไดก็ยกรถเข็นเด็กกันไป อึดกันดีจริงๆ ระหว่างทางพวกเราเดินผ่านป่าสน และจุดที่มีหิมะตกหนาฟู นักท่องเที่ยวหลายคนเล่นหิมะกันสนุกสนาน แล้วก็ถูกเจ้าหน้าที่มาไล่ไม่ให้ออกจากเส้นทางกันไปตามระเบียบ เห็นหิมะหนาๆ นี่ก็สงสัยอยู่เหมือนกัน ว่านี่มันฤดูใบไม้ผลิแบบใด? เมื่อเช้าเรายังเห็นซากุระหน้าอุทยานอยู่เลย

สระน้ำห้าสี สระน้ำที่ได้ชื่อว่าเป็น อัญมณีแห่งหุบเขา ความสูงจากระดับน้ำทะเล ประมาณ 2,900 เมตรโดยสีของน้ำที่นี่ มาจากมาจาก แร่ธาตุในน้ำ โดยเฉพาะแคลเซียมคาร์บอเนต และ ธาตุอื่นๆ ที่เมื่อแสงตกกระทบกับน้ำ จะทำให้เกิดการสะท้อนแสงต่างๆ ตามฤดูกาล






ฤดูที่เรามาน้ำในสระไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ แต่ก็ยังสวย พอมีหิมะประดับริมสระน้ำก็ดูสวยแปลกตาไปอีกแบบ จุดนี้เป็นที่ที่นักท่องเที่ยวมาถ่ายรูปและเซลฟี่เยอะมากๆๆๆๆ คิดว่าถ้ามาช่วงไฮซีซัน หรือฤดูใบไม้ร่วง น่าจะคนเยอะกว่านี้อีกมากๆ ต้องใช้ความสามารถพิเศษในการจะได้รูปมาอยู่เหมือนกัน ถ้าใครไม่ชอบเที่ยวแบบคนเยอะๆ เราแนะนำว่า มาช่วงปลายมีนาฯ ก็โอเคนะ คนไม่เบียดเกิน
จากนั้นเราก็เดินต่อไปที่จุดขึ้นรถบัสของฝั่งซ้ายเพื่อที่จะกลับไป ที่ tourist center ตรงกลางของอุทยาน


นอกจากโซนอาหารและท่ารถแล้ว ยังมีจุดขายของฝากมากมาย มาแวะชมกันได้
Nuo ri lang Waterfall

จาก Tourist center เราจะเดินไปตรงน้ำตก Nuo ri lang แล้วค่อยข้ามถนนกลับมาขึ้นรถบัสกลับไปทางทางเข้าอุทยานเพื่อที่จะไปยังทะเลสาบจุดอื่นต่อ
น้ำตก Nuo ri lang 诺日朗 (น้ำตกธารไข่มุก) เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ที่น้ำกระจายตัวเป็นม่านน้ำสวยงามในฤดูฝน ในฤดูหนาวจะเป็นน้ำแข็ง พวกเรามากันในฤดูใบไม้ผลิที่อากาศหนาวเย็นแบบนี้ เลยได้เห็นน้ำไม่ค่อยเยอะมาก แต่บางส่วนก็จับตัวเป็นน้ำแข็งให้ได้เห็นกัน ดูแปลกตาแต่สวยมากๆ น้ำตกแห่งนี้เคยเป็นที่ถ่ายทำ เรื่อง ไซอิ๋ว เวอร์ชันปี 1986 ด้วย





Rhinoceros Lake and Tiger Lake
หลังจากแวะน้ำตก พวกเราก็นั่งรถบัสลงไปต่อ อีกจุด มาที่ ทะเลสาบแรด กับ ทะเลสาบเสือ ทั้งสองทะเลสาบนี้จะอยู่ติดกัน ซึ่งเดินต่อถึงกันได้เลย จุดนี้ไม่ค่อยหนาวเย็นเท่าบนเขาแล้ว



ทะเลสาบแรด ได้ชื่อนี้จากเรื่องเล่า เมื่อก่อนชาวบ้านที่นี่เคยเห็นพระที่มากับ สิ่งมีชีวิตบางอย่าง ที่หน้าตาคล้ายแรดและอาศัยอยู่แถวทะเลสาบแห่งนี้เมื่อครั้งอดีตก็เลยตั้งชื่อทะเลสาบนี้ว่า ทะเลสาบแรด





เดินถัดมาจากทะเลสาบแรด ก็เป็นทะเลสาบเสือ ที่ได้ชื่อมาจากทิวน้ำกระเพื่อม สะท้อนเงาต้นไม้ในฤดูใบไม้ร่วง แล้วคงจะดูคล้ายลายพาดกลอน ลายเสือ เป็นทะเลสาบที่น้ำใสมาก เห็นปลาว่ายเลย

Shuzheng Waterfall and Shuzheng Village

เมื่อเริ่มใกล้หมู่บ้านทิเบต เราก็เริ่มเห็นกังหันน้ำแบบทิเบตในทะเลสาบ จากทะเลสาบเสือ เดินเลาะตามเส้นทางไปเรื่อยๆ เราจะเดินผ่าน น้ำตกชู่เจิ้ง มองจากวิวด้านบนเนี่ย สวยมากๆ ได้ภาพมุมกว้าง ธรรมชาติที่นี่คือยิ่งใหญ่จริงๆ ภาพน้ำตกยาว สลับสีกับ ต้นไม้ สวยไปหมด


หากข้ามถนนไปจากน้ำตกซู่เจิ้ง จะเป็นหมู่บ้านชู่เจิ้ง หมู่บ้านชาวทิเบตที่ใกล้กับทางเข้าอุทยาน เป็นจุดที่ควรแวะมาให้ได้ หน้าหมู่บ้านมีเจดีย์สีขาว 9 องค์ที่ตั้งอยู่ริมทาง แสดงถึงความศรัทธาของชุมชน 9 หมู่บ้านที่อยู่ในหุบเขาแห่งนี้
ธงมนต์ห้าสี แบบวัฒนธรรมทิเบต สื่อถึงธาตุทั้ง 5 ที่จะนำคำอธิษฐานลอยไปกับสายลม
- สีฟ้า (น้ำเงิน): เป็นสัญลักษณ์ของท้องฟ้าและอวกาศ
- สีขาว: เป็นสัญลักษณ์ของเมฆและอากาศ
- สีแดง: เป็นสัญลักษณ์ของไฟ
- สีเขียว: เป็นสัญลักษณ์ของน้ำ
- สีเหลือง: เป็นสัญลักษณ์ของดิน

ที่จิ่วจ้ายโกวนี่ไม่ได้มีแค่ธรรมชาติที่สวยงาม แต่มีวัฒนธรรมที่ลึกซึ้งด้วย อยากให้ทุกคนแวะมาที่หมู่บ้านนี้ก่อนกลับจริงๆ นะ คือสวยและสงบมาก สำหรับใครที่อยากซื้อของที่ระลึกเพิ่มก็มาซื้อที่นี่ได้









ปกติระฆังทิเบตจะหมุนขวา และใช้มือขวา แต่ที่นี่กลับใช้มือซ้าย และหมุนซ้าย ทุกจุดเลย (ระฆังแถวๆ tourist center ก็ด้วย)


มุมถ่ายรูปที่หมู่บ้านนี้ก็มีหลายมุมเลย






ช่วงที่เราอยู่ที่หมู่บ้านนี้ก็ใกล้จะ 6 โมงเย็นแล้ว เดินชมหมู่บ้านกันได้ยังไม่ทั่วก็ต้องรีบนั่งรถบัสออกมาก่อนที่อุทยานจะปิด เรียกได้ว่า อยู่ให้นานที่สุดเท่าที่จะอยู่ได้ ไม่ไล่ไม่กลับ
ระหว่างทางเดินกลับโรงแรมก็ยังมีคนดักขายของเพียบเหมือนตอนเช้าเลย แต่เปลี่ยนสินค้าจากอุปกรณ์กันหนาว เป็นผลไม้ต่างๆ แทน พวกเรากลับไปพักที่โรงแรม เปลี่ยนชุด กันซักครู่ แล้วก็ออกมาหาข้าวเย็นกินกัน
แน่นอนว่าเดินมาทั้งวันแบบนี้ก็ต้องจัดเต็มมื้อใหญ่!


พวกเราเดินออกมาโซนที่จอดรถที่มีร้านอาหารให้เลือกหลายร้าน โดยตั้งใจว่าจะกินหม้อไฟจามรีกัน สุดท้ายเลือกร้านนี้เพราะหน้าร้านไฟสวยดี ดูใหญ่โต ร้าน 巧巧婆重庆农家土菜馆 ดูคนในร้านเยอะดี ดูราคาจากเล่มเมนูหน้าร้านแล้วก็โอเค



พวกเราสั่งหม้อไฟภูเขาไฟ เนื้อจามรี ราคา 188 หยวน กับสันในหมูชุบแป้งทอด ผัดซอสเปรี้ยวหวาน โรยงา เอามาตัดเลี่ยนหม้อไฟจามรี เพราะเป็นหม่าล่า แต่จริงๆ แล้วที่ร้านนี้เค้าคิดเผื่อเราแล้วนะ เค้ามีของไว้สำหรับตัดรสเผ็ดจากหม่าล่าเสิร์ฟฟรีให้เราอยู่แล้ว นั่นก็คือนมจามรีอุ่นๆ นั่นเอง เราชอบมาก หอมๆ มันๆ นัวๆ อร่อยมาก เติมบ่อยจนเค้าแซวว่าเธอชอบกินนี่นา 555
ข้าวที่เค้าเสิร์ฟมาให้โถนึงก็เยอะมากกก กินไม่หมด แต่กินหม้อไฟกันจนเนื้อหมด ไม่เหลือ เป็นการบ่งบอกว่า วันนี้เดินเยอะจริง ร้านนี้แนะนำเลย นมอร่อย เนื้ออร่อย จ่ายด้วย Alipay เช่นเคย
ก่อนกลับ ก็แวะมาทักทายเจ้าถิ่นอีกรอบ แมวร้านชำที่คอยต้อนรับทุกคนที่เดินผ่าน ที่พวกเราเจอเมื่อคืนนั่นเอง
ค่ำคืนที่โซนจิ่วจ้ายโกว แม้ว่าจะอยู่กลางเขา แต่ก็ไม่ค่อยเห็นดาวเท่าไหร่ เพราะเป็นช่วงที่เมฆเยอะพอดี แต่บรรยากาศรอบๆ ก็สว่างไสวไปด้วยแสงไฟจากร้านอาหารและโรงแรมไปทั่วบริเวณ บางร้านตกแต่งหน้าร้านด้วยกองไฟจำลอง เปิดเพลงพื้นเมือง และมีคนกำลังเต้นระบำพื้นเมืองอยู่ ในโซนนี้ไม่มีหิมะตกในคืนนี้ แต่อากาศ ยิ่งค่ำ ก็ยิ่งหนาวขึ้นเรื่อยๆ
พวกเรากลับที่พัก เตรียมเข้านอน เพื่อเตรียมเดินทางกลับเฉิงตูในเช้าวันพรุ่งนี้กัน
steps: 24,458
