Day 2 – 21st Friday
จิ่วจ้ายโกว เป็นจุดหมายปลายทางในฝันที่เราอยากไปตั้งแต่เด็กๆ เวลาพูดถึงจิ่วจ้ายโกวเรามักจะนึกถึงภาพทิวทัศน์ภูเขาและผืนน้ำที่สวยประหนึ่งภาพวาด และภาพนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่ไปเยือนสถานที่แห่งนี้ ตลอดจนเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่ามันไปยาก มันไกลนะ ฯลฯ จนอยู่มาวันนึง สถานีรถไฟความเร็วสูง Huanglong-Jiuzhai ก็เปิดให้บริการ ผนวกกับประเทศจีนฟรีวีซ่าให้กับนักท่องเที่ยวไทย ทำให้เรานึกขึ้นมาได้ว่า เอ๊ะ เราก็เดินทางไปจิ่วจ้ายโกวด้วยตัวเองได้นี่นา

พวกเราเดินทางโดยนั่งรถไฟความเร็วสูงจากสถานีรถไฟ Chengdu East ขึ้นเหนือไปยังสถานีรถไฟ Huanglong-Jiuzhai ใช้เวลา 1 ชม. 51 นาที แล้วนั่งรถบัสต่อไปอีกประมาณ ชั่วโมงครึ่ง โดยที่เราสามารถจองตั๋วรถไฟและรถบัสล่วงหน้าได้จาก Trip.com (สำหรับรถบัส จะไปหาเอาที่สถานีหวงหลงจิ่วจ้ายก็ได้ ไม่ต้องจองก่อนก็ได้เหมือนกัน )
ตั๋วรถไฟจะเปิดให้จองล่วงหน้า 15 วัน มีหลายราคา มีทั้ง Business class, 1st Class, 2nd Class และตั๋วยืน โดยที่ในรอบนี้เราจอง 1st class ราคาคนละประมาณ 1,165 บาท (ตั๋ว 2nd class จะถูกกว่าเกือบครึ่ง แต่ที่วางกระเป๋าเดินทางจะน้อยกว่า แต่ตอนนั่งขากลับมาไม่ได้รู้สึกว่าต่างกันเท่าไหร่) พอจองเสร็จเรียบร้อย ได้รับอีเมลยืนยันแล้ว ถึงเวลาเดินทางเราเอาพาสปอร์ตสแกนเข้าชานชาลาได้เลย สะดวกมากๆ ไม่ต้องพกตั๋ว






ควรเผื่อเวลาก่อนเดินทางสัก 1 ชม. ก่อนเวลารถไฟออก เพราะก่อนเข้าสถานี ที่นี่จะมีการต่อคิวสแกนกระเป๋าทุกใบไม่สามารถบอกได้จริงๆ ว่า คนจะต่อแถวสแกนกันเยอะแค่ไหน





ก่อนเวลารถออกไม่นานเท่าไหร่




ลงบันไดมาแล้วพวกเราก็เดินไปที่ชานชาลาหมายเลข 17 ตามที่จองไว้ รอให้รถไฟจอด ให้ผู้โดยสารด้านในออกมาก่อน แล้วก็เข้าไปในรถกันได้ คันที่พวกเราจะขึ้นคือ Carriage ที่ 1 ที่นั่ง 12A และ 12C


ที่นั่ง 1st class กว้างขวางนั่งสบาย สำหรับใครที่มีกระเป่าเดินทางใบใหญ่ก็ขอแนะนำให้มาเร็วหน่อยเพราะที่วางมีจำกัดอยู่เหมือนกัน ภายในรถไฟมีรถเข็นขายอาหาร มีตู้เสบียง ห้องน้ำ ให้บริการ





วิวระหว่างทางผ่านทุ่งมัสตาร์ดและต้นไม้ใบหญ้าเขียวๆ โรงงาน บ้านเรือนของผู้คนอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะเข้าโซนภูเขาสีน้ำตาลเข้ม สลับกับถ้ำลอดทะลุภูเขา ขึ้นที่สูง มุ่งขึ้นไปยังทิศเหนือ เมื่อเดินทางไปเรื่อยๆ ก็เริ่มเห็นหิมะขาวๆ ประดับบนยอดเขาไกลๆ

พวกเรานั่งหลับสลับกับชมวิวมาซักพักก็มาถึงสถานีรถไฟ Huanglong-Jiuzhai ตรงเวลา ในเวลา 13.37น. สถานีรถไฟนี้อยู่ใกล้เมืองซงพาน ซึ่งอยู่ในโซนอาปาโจว เขตปกครองทิเบต มณฑลเสฉวน จากที่นี่เราสามารถเดินทางต่อไปยังอุทยานหวงหลง และ อุทยานจิ่วจ้ายโกวด้วยรถบัส หรือรถเช่าพร้อมคนขับได้



มาถึงสถานีแล้วก็ขึ้นบันไดเลื่อนไป แล้วไปต่อแถวสแกนพาสปอร์ต เพื่อออกจากสถานีรถไฟ (ไปช่องขวาสุดเลย มีเจ้าหน้าที่คอยช่วยอำนวยความสะดวกเช่นเคย)


ออกจากสถานีรถไฟมาแล้วก็ขึ้นบันไดเลื่อนนี้ไปอีก แล้วจะถึงโซนร้านอาหาร ห้องน้ำ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว และลานจอดรถบัส ที่จะพาเราไปยังจุดหมายปลายทางต่างๆ





สำหรับใครที่ต้องการจะฝากกระเป๋า แถวๆ โซนนี้มีตู้รับฝากกระเป๋าเดินทางให้บริการนะ มี interface ภาษาอังกฤษ

พวกเราไม่ได้จองตั๋วรถบัสมาก่อน ก็เดินไปที่ลานจอดแล้วบอกเค้าว่า “จิ่วจ้ายโกว” เค้าก็ชี้มาที่รถคันนี้ ค่าโดยสารคนละ 51 หยวน จ่ายด้วย Wechat pay หรือ Alipay ก็ได้ จ่ายกับคนขับก่อนขึ้นรถเลย ซึ่งโชคดีมาก เหลือที่ว่าง 2 ที่นั่งพอดี จริงๆ พวกเราไม่ได้ที่นั่งข้างกันหรอก แต่พอคนบนรถเห็นว่าพวกเรามาด้วยกันเค้าก็สลับที่ให้พวกเรานั่งด้วยกันเลย ใจดีมากๆ ถ้าใครจะมาช่วงไฮซีซั่น แนะนำว่าจองมาก่อนดีกว่า จะได้ชัวร์ว่าได้ขึ้นรถเวลานี้แน่ๆ






ระหว่างทางวิวเหมือนวาร์ปมาอีกประเทศ รอบข้างมีความเป็นทิเบตจริงๆ! ทั้งลักษณะสถาปัตยกรรม วัด บ้านเรือน ทั้ง วิว ที่เป็น ภูเขาหิมะ มีม้า กับ จามรีกินหญ้า ขนาดวิวที่เห็นในระหว่างการเดินทางยังสวยได้ขนาดนี้เลย

รถขับออกจากโซนเมือง ผ่านทุ่งกว้าง แม่น้ำลำธาร หุบเขามาเรื่อยๆ เป็นเส้นทางที่ประดับประดาด้วยธงมนต์หลากสีแบบทิเบต ราวกับว่าสายลมจะนำพามนต์นี้คุ้มครองผู้ที่ผ่านทางไปตลอดทาง บางครั้งจะเห็นเจดีย์สถูปสไตล์ทิเบต สีทองเปล่งปลั่ง ดูเงาวาวมาก ชวนให้สงสัยว่าสร้างด้วยวัสดุอะไร เป็นของใหม่หรือของเก่า แต่เสียดายที่ถ่ายภาพไม่ค่อยทัน

รถบัสขึ้นเขามาเรื่อยๆ ผ่านเส้นทางคดเคี้ยวพอประมาณ คนเมารถง่ายอย่างเรากินยาแก้เมารถเตรียมพร้อมมาแล้วเรียบร้อย พอขึ้นเขาก็จะผ่านป่าสนและหิมะในฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งดูนุ่มฟู คิดว่าเพิ่งตกใหม่ๆ เมื่อคืนแน่ๆ บนภูเขาตลอดทางที่ผ่านมาก็เห็นร่องรอยของหิมะอยู่ตลอดทาง สวยไปอีกแบบ
รถบัสจะจอดตามจุดจอดรถในเมืองที่ผ่านกับ จอดตรงโรงแรมใหญ่ๆ ที่คนเข้าพักกันเยอะ โดยคนขับจะตะโกนถามเรื่อยๆ ว่า มีใครลงโรงแรมนี้ไหม

เมื่อมาถึงโซนจิ่วจ้ายโกว หน้าอุทยาน เขาก็จะจอดที่ลานจอด Blue sky หรือ Lantian parking lot แถวๆ ร้าน Luckin Coffee กับ Chagee จุดนี้คือห่างจากทางเข้าอุทยานจิ่วจ้ายโกว ประมาณ 800 เมตร ตรงจุดจอดรถเนี่ย เป็นแหล่งรวมอาหาร ของกิน และโรงแรมเลย








พวกเราไปเช็คอินที่โรงแรมกันก่อนเพื่อเก็บกระเป๋า และใส่อุปกรณ์กันหนาวเพิ่ม โรงแรมที่เราจะพัก สองคืน ที่ จิ่วจ้ายโกว คือโรงแรม DoaLand Hotel หรือ DoLanDa Jiudian เป็น smart hotel รวมอาหารเช้า ราคาคืนละ 1,315 บาท มีเครื่องซักผ้าและเครื่องอบผ้าให้ใช้ฟรี


พักเหนื่อยกันซักครู่แล้วพวกเราก็ออกมาสำรวจรอบๆ บริเวณนี้กัน สำหรับมื้อเย็นเราทานบะหมี่เนื้อจามรี แบบเส้นใหญ่ปกติ และเส้นเล็กเนื้อสับ อันที่จริงร้านนี้มีเมนูให้เลือกหลากหลายเลย แต่อากาศหนาวๆ แบบนี้คิดว่าถ้าได้ซดซุปอุ่นๆ หน่อยก็คงจะดีไม่ใช่น้อย ทริคในการเลือกร้านของพวกเราก็คือ ดูร้านที่คนเข้าเยอะๆ และราคาโอเค คือร้านแถวนี้มันเยอะจัดไง เลยเข้าร้านที่คนมุงเยอะๆ ไว้ก่อนดีกว่า พวกเราแพลนกันไว้ว่า วันนี้กินธรรมดาๆ ก่อน แล้วเย็นวันพรุ่งนี้ค่อยกินหม้อไฟกัน





เป็นร้านที่เจ้าของร้านและพนักงาน บริการดี น่ารัก ดูแลพวกเราเป็นอย่างดี ก็ชี้ๆ รูป สั่งเอา แล้วจ่ายด้วย Alipay เช่นเคย






บรรยากาศยามค่ำ ร้านเริ่มเปิดไฟกันสวย


“เจ้าของร้าน” แถวนั้น ให้การต้อนรับทุกคนที่ผ่านมาเยี่ยมเยือนเป็นอย่างดี
หลังจากนั้นพวกเราก็กลับไปพักผ่อนที่โรงแรม ระหว่างรอซักผ้ามีนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียคู่หนึ่งมาคุยกับพวกเรา เขาเล่าว่าเขาเข้าไปในอุทยานจิ่วจ้ายโกวมาวันนี้ เดี๋ยวพรุ่งนี้จะกลับแล้ว พวกเค้าทำงานที่เซี่ยงไฮ้ ตระเวณเที่ยวจีนมาหลายเมืองแล้ว เดชะบุญ คนมาเลเซียอ่านภาษาจีนได้ เลยมาช่วยพวกเราหมุนปุ่มฟังก์ชันเครื่องซักผ้า (ที่เป็นภาษาจีนล้วน) พวกเราเลยซักผ้า อบผ้าสำเร็จโดยสวัสดิภาพ
คืนแรกที่จิ่วจ้ายโกว ณ ความสูงประมาณ 2,000 เมตร การ์ดนอนหลับไม่ค่อยสบายเท่าไหร่ แต่เราหลับสบายดี เรื่องการนอน กับอาการเหนื่อยจากการแพ้ความสูงนี่แต่ละคนไม่เหมือนกันเลย จริงๆ 2,000m ก็นับว่ายังไม่สูงมาก ก็ต้องปรับร่างกายกันไป
พรุ่งนี้จะต้องเตรียมตัวตื่นเช้าเพื่อเข้าอุทยานฯ ตั้งแต่อุทยานเปิดกัน
steps: 7,504
