Day 9: Lotus Pond of Kaohsiung, Angel Fried Chicken ไหว้พระ ชมบึงบัว ที่เกาสง กินไก่ทอด Angel (2nd time Taiwan)

Day 9 – 28th Thursday

ใกล้จะสิ้นสุดการเดินทาง ทริป ไต้หวัน 10 วัน  วันนี้เป็นอีกวันที่เราจะได้ใช้เวลาที่เกาสง เต็มๆ อีก 1 วัน ก่อนที่จะเดินทางกลับพรุ่งนี้ช่วงบ่ายๆ

เกาสงวันนี้ฟ้าครึ้ม ลมพัดเย็นสบาย ไม่ถึงกับอากาศเย็นแต่เย็นกว่าอยู่ไทย พวกเราเริ่มวันกันที่ร้านซิงหลงจู่ Xing long ju ร้านอาหารเช้าสไตล์ไต้หวัน เปิดมากว่า 70 ปี ร้านนี้อยู่ใกล้ๆโรงแรม inns hotel เลย เปิดตั้งแต่เช้ามืด ถึง 11.30 น.

พอไปถึงก็พบกับผู้คนต่อแถวยาวเหยียด แต่ไม่ช้า รันคิวเร็วอยู่ เมื่อสั่งเสร็จแล้วจะได้อาหารวางมาในถาดอาหาร เราก็ถือไปหาที่นั่งในร้านเลย ร้านมี 2 ชั้น  พวกเราขึ้นมานั่งชั้น 2 เงียบสงบดี

Signature คือซาลาเปาซุปไส้หมู ลูกใหญ่แบบไม่เคยเห็นมาก่อน เราสั่งซาลาเปา signature, โรตีไข่, เกี๊ยวซ่า และโร่วเจียโหมว เวอร์ชันมังสวิรัติ ส่วนน้ำก็หยิบมั่วๆ มา เพราะเดาไม่ออก แต่ได้ของโปรด almond tofu! อาหารเช้ามื้อนี้เป็นมื้อที่แป้งเยอะมากๆๆ สำหรับคนทาน low carb อย่างพวกเรา แต่ยอม เพราะอร่อยมาก คนไต้หวันนี่ทำแป้งได้อร่อยจริงๆ  โร่วเจียโหมว (ข้างนอกเป็นแป้งคล้ายซาลาเปากลมๆแบนๆ หนาประมาณนึงแล้วพับกลาง มีไส้ข้างใน) แบบมังสวิรัติก็อร่อยอย่างไม่น่าเชื่อ ไส้ผักจะคล้ายจับฉ่ายนิดๆ ทานกับโรตีไข่ และซอสพริกของเขา เข้ากันดีเลย

ซาลาเปาไส้น้ำซุป ลูกใหญ่มากกกก

นึ่งโชว์หน้าร้าน ละลานตา เยอะไปหมด

พอออกจากร้านนี้มาพวกเราก็หันไปมองร้านข้างๆ ที่อยู่หัวมุมถนน เป็นร้านแนวๆ เหมือนร้านข้าวแกงเมืองไทย เลือกตักกับข้าวที่ชอบ แล้วคิดราคาตามนั้น มีลูกค้าเลือกซื้ออยู่เยอะทีเดียว

อาหารเขาดูน่าทานนะ พรุ่งนี้เช้าถ้าตื่นไว หรือถ้ามาไต้หวันรอบหน้าก็อาจจะมาลองร้านแบบนี้ดูบ้าง ตักเป็นเบนโตะ

เรากลับมาเข้าห้องน้ำ เตรียมของกันที่โรงแรม แล้วก็เริ่มแพลนเส้นทางของวันนี้ เนื่องจากเราไม่ได้ fix แผนเที่ยวที่เกาสง เลยมาคิดเอาวันต่อวัน วันนี้ตั้งใจว่าจะไปอีกย่าน ขึ้นไปทางเหนือ แถว Zuoying lotus pond ใกล้ HSR จั่วอิ้ง เน้นไหว้พระ บูชาเทพ เข้าคาเฟ่ และเดินชมบรรยากาศ ชิลๆ  เกาสงเป็นเมืองริมทะเล เมือวานเราไปท่าเรือริมทะเลกันมาแล้ว วันนี้ก็ไป บึงบัว อันเป็นจุดท่องเที่ยวสำคัญอีกที่ของเกาสงกันบ้าง (ยังคงเน้น ท่องเที่ยว ริมน้ำ)

เส้นทางที่จะไป แถว HSR จั่วอิ้งนั้นไปได้หลายทาง จะไป KMRT สายสีแดง ก็ได้ หรือจะเดินไปขึ้นรถไฟ TRA ก็ได้ การ์ดอยากลองเส้นทางใหม่ๆ เราเลยเลือกที่จะเดินไปขึ้นรถไฟกัน

เราเดินขึ้นเหนือไปเส้นทางเดิมวันก่อนที่ไปวัดซานฟง บรรยากาศตอนกลางวันก็ดูสวยไปอีกแบบ

ระหว่างทางพบกับตึกมูลนิธิของวัดซานฟงด้วย

แถมยังมีองค์เทพที่เราไปไหว้ในวัด เวอร์ชันมาสคอต! ถืออมยิ้ม ถ้าจำไม่ผิดที่วัดวันก่อนก็มีอมยิ้ม น่าจะมีความหมายพิเศษบางอย่าง

เดินๆ ไปก็ผ่านตลาด ขายของแห้ง ปลาหมึก ปลาแห้ง บ๊วย ผักผลไม้

ผ่านบริษัทขายน้ำที่เหมือน ramune ขวดรูปทรงคลาสสิค

ในที่สุดก็มาถึง TRA Sankuaicuo พวกเรามองหารางรถไฟกันมาตลอด แต่ไม่เห็น จนมาถึงสถานีถึงได้นึกได้ว่า รถไฟธรรมดาที่ไต้หวันนี่โซนในเมืองเขาเอาลงไปอยู่ใต้ดินนี่นา เหมือนตอนขึ้นที่ไทเปรอบที่แล้ว

คนไต้หวันจะไปไหนก็เดินทางสะดวกมากๆ จะขึ้น TRA หรือ MRT ก็ง่าย แตะบัตร easy card, ipass เข้ามา รอในสถานี รถไฟก็มาตามเวลา และวิ่งเร็วมาก

ไม่นานเราก็มาถึงสถานี TRA Zuoying  เราเดินผ่าน Kaosiung American School มีอาจารย์ฝรั่งหลายคนเดินอยู่บริเวณนั้น ต้นชมพูพันธุ์ทิพย์ และพิทูเนีย ออกดอกเรียงรายสวยระหว่างทาง ฝนเริ่มพรำมาเบาๆ ไม่น่าเชื่อว่าเป็นฝนแรกที่เราเจอในการอยู่ไต้หวันมา 9 วัน

ท้องเริ่มจะหิวกันอีกรอบ  พวกเราเล็งร้านเป็ดย่างระหว่างทางไว้ แต่พอเดินไปถึงเหมือนจะเป็นร้านแบบ ให้ซื้อกลับ มากกว่านั่งกินในร้าน เราเลยเดินไปร้านถัดไป…

ร้าน San Niu Beef Noodles เป็นร้านที่เห็นเด่นมากๆๆๆ ใน google map และอยู่ระหว่างทางเดินผ่านพอดี รีวิวในกูเกิลก็ได้คะแนนดีเลยมาลองกันซะหน่อย

ตอนเข้ามาในร้าน พนักงานผู้ชายหนุ่มๆ ถามพวกเราเป็นภาษาอังกฤษว่า Where’re you from? การ์ดเลยตอบไปว่า Thailand  ปรากฏว่าเขาฟังผิด คิดว่า Tainan! เลยยื่นเมนูภาษาจีนมาให้

ระหว่างที่กำลังงมกับเมนูภาษาจีนด้วย google lens ก็มีป้าพนักงานเดินผ่านมา แล้วก็งงว่า อะไรของพวกเราวะ เค้าก็ถามเป็นภาษาจีนว่าเป็นคนที่ไหน คนญี่ปุ่นหรือคนไทย เราก็ตอบว่า ไท่กั๋วเหริน เขาเลยเอาเมนูภาษาอังกฤษมาให้ 

เราสั่งบะหมี่งา recommend และบะหมี่เนื้อตุ๋น signature ไซส์ S มา แต่ชามใหญ่มาก (ดูขนาดเทียบกับมือได้) อร่อยทั้ง 2 ชาม คิดว่าเป็นบะหมี่เนื้อที่อร่อยที่สุดที่ทานมาในไต้หวันเลย ที่นี่เค้าจะให้เดินไปตักซอสมาปรุงเพิ่มได้เอง เป็นซอสพริก กับ จิ๊กโฉ่ว แล้วแต่จะเลือก

เกี๊ยวเนื้อเผ็ด ที่คลุกกับน้ำมันพริกเต้าเจี้ยว เนื้อสับที่อยู่ข้างในอร่อยไม่แพ้ในชามบะหมี่เลย อร่อยมากๆ

เนื้อตุ๋นชิ้นใหญ่มากกกก

อิ่มท้องแล้ว ก็เดินออกมาสถานที่ท่องเที่ยวใกล้ๆ เป็นศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์ฟงซาน The center of old Fongshan city history เป็นโซนเมืองเก่า ซึ่งประกอบไปด้วย กำแพงเมืองเก่า ลานว่างๆ ที่แต่ก่อนเป็นโซนเมืองเก่า และพิพิธภัณฑ์

เมื่อเข้าไปจะมีโซนทางเดินยกระดับให้เดินชม อาจจะเพราะทุ่งหญ้าบริเวณนี้มักจะมีน้ำขังหลังฝนตก มีต้นไทรและนกชนิดต่างๆ มากมายระหว่างทาง  ฝูงนกส่งเสียงเจื้อยแจ้ว บ้างก็ลงไปเล่นน้ำในแอ่งน้ำขังบนพื้นสนามหญ้า มีนกเอี้ยง นกเขา หน้าตาเหมือนที่เมืองไทยด้วย

แผนที่แสดงตำแหน่งที่เราอยู่ ตำแหน่งกำแพงเมือง ประตูเมือง และโซนเมืองเก่าที่แต่ก่อนเป็นบ้านคน และชุมชน มาหลายยุคหลายสมัย เนื่องจากตอนนี้โซนเมืองเก่าดูเหมือนสวนสาธารณะโล่งๆ จึงมีคนขี่สกู๊ตเตอร์ พาสุนัขมาวิ่งเล่น แบบ วิ่งตามรถเลย ฉลาดมากๆ

พวกเราเดินกันมาถึงโซนพิพิธภัณฑ์ เจ้าหน้าที่ดูตื่นเต้นที่มีชาวต่างชาติแวะมาเยี่ยมชม ดูแลต้อนรับพวกเราดีมากๆ

ราคาค่าตั๋วสำหรับผู้ใหญ่ คนละ 45NT เท่านั้น

เมื่อซื้อตั๋วจะได้ TOKEN มาด้วย เอาไว้หยอดเครื่อง VR

แล้วยังมีเครื่อง AR ด้วย! เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ล้ำมาก โดยเครื่อง AR จะนำไปใช้ส่องของโบราณ หรือโมเดลจำลอง ในชั้น 1 เพื่อโชว์รายละเอียดเพิ่มเติม หรือชิ้นส่วนเครื่องปั้นดินเผา แบบส่องไปที่เศษเสี้ยวแตกๆ แต่มองเห็นในเครื่อง AR เป็นแบบเต็มชิ้น ทำให้การชมพิพิธภัณฑ์สนุกขึ้นมาก

เมื่อพวกเราเดินมาถึงโซนโมเดลอย่างไม่รู้ตัวเพราะส่อง AR อยู่ เขาก็ปิดไฟ และฉายภาพยนต์แอนิเมชันทันที เป็นการเล่าประวัติศาสตร์ของเมืองเก่าริมภูเขาฟงซาน ตั้งแต่ช่วงก่อตั้ง จนผ่านสงครามมาหลายยุคหลายสมัย เกี่ยวพันทั้งกับญี่ปุ่นและจีนราชวงศ์ชิง มีการรื้อกำแพงเมืองแล้วสร้างใหม่บางครั้ง จนมาถึงยุคปัจจุบันทางการไต้หวันได้อนุรักษ์ไว้ และเกิดเป็นศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์แห่งนี้

เหรียญ TOKEN ที่ได้มาตอนแรก เอามาใช้กับเครื่อง VR ที่ชั้น 2 ด้านนอก มองไปเห็นจุดต่างๆ และฉายภาพยนตร์เล่าประวัติศาสตร์ในอีกรูปแบบ

พวกเราใช้เวลาอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ซักพักจนฝนเริ่มซา  เดินผ่านสุมทุมพุ่มไม้ออกมาที่บึงบัว ฟ้ามีเมฆมากไม่ค่อยร้อนเท่าไหร่ เป็ดแมนดารินหัวเขียวว่ายน้ำไปมา แต่ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือคนที่เล่น Wake Board อยู่ในบึง  โซน Wake Board กินบริเวณกว้าง ดูน่าสนุกมากๆ แม้ว่าบึงแห่งนี้จะขึ้นชื่อเรื่องวัดและศาลเจ้า แต่ก็เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ ทำกิจกรรม ของชาวเมืองอีกด้วย

น่าเสียดายที่ช่วงที่เราไป (มีนาคม 2024) เจดีย์เสือมังกรกำลังปิด renovate อยู่พอดี แต่ไม่เป็นไรรอบหน้าค่อยมาแก้ตัวในฤดูกาลอื่นได้ เพราะรอบๆ แถบนี้ ก็มีสถานที่อื่นที่น่าสนใจอีกหลายแห่ง

เดินถัดมาไม่ไกลก็ถึง วัดชื่อหมิง (Chi Ming Tang) เป็นวัดที่ทั้ง มีพระโพธิสัตว์ และเทพเจ้าจีนให้บูชา (มีกวนอู และ ขงจื๊อ ด้วย) เป็นวิหาร 4 ชั้น ขนาดใหญ่

รูปปั้น พระอวโลกิเตศวร ขี่มังกร ที่ Spring and Autumn Pavilions สร้างโดยวัดชื่อหมิง ตั้งอยู่ที่อีกฝั่งถนนตรงข้ามวัด ติดบึงบัว

เราสามารถเดินเข้าไปชมภายในท้องของมังกรได้ ด้านในจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพระโพธิสัตว์กวนอิม 

เมื่อออกมาจากท้องมังกร เราสามารถเดินต่อไปที่ศาลาที่ตั้งอยู่กลางน้ำได้

ศาลานกฟินิกส์ทรง 8 เหลี่ยม เป็นศาลาที่สวยงามมาก จากจุดนี้สามารถชมวิวริมบึงบัวได้รอบๆ

วัดชื่อหมิงมีรูปปั้นและภาพของกวนอูอยู่หลายจุด

ข้ามฝั่งกลับมาเพื่อเข้าชมวัด

ด้านในวัดตกแต่งสวยงามมากๆ บ้างก็เป็นรูปสลักเทพต่างๆ บ้างก็เป็นเรื่องเล่าจากเรื่องสามก๊ก ตอนต่างๆ ที่โดดเด่น พวกเราเป็นแฟนนิยาย 3 ก๊ก เลยเดินชมกันเพลินเลย

3 พี่น้อง ต่อสู้กับลิโป้

ลิโป้กับเตียวเสี้ยน

น้ำพุมังกรและบ่อปลา ขนาดใหญ่มากๆ

ชั้นแรกจะเป็นบริเวณที่ใช้ทำพิธีต่างๆ ตอนพวกเรากลับออกมาก็กำลังมีพิธีการอยู่พอดี

ใช้เวลาอยู่ในวัดนานพอสมควร จึงออกมาเดินชมบรรยากาศริมบึงยามบ่ายแก่ๆ

พวกเรามุ่งกันไปที่ ร้าน PAMMA COFFEE เป็นคาเฟ่ริมน้ำที่วิวสวย ขนมอร่อย บรรยากาศดี มีชาวไต้หวันและชาวต่างชาติมาอุดหนุนจนร้านเกือบเต็ม แม้เป็นวันธรรมดา

พวกเราสั่งชีสเค้ก และกาแฟคนละแก้ว เรายังคงสั่งกาแฟอาลีซาน เช่นเคย เพราะคงหาทานที่อื่นได้ยาก

ชีสเค้กหน้าไหม้ อร่อย เนื้อเบาๆ ทานกับกาแฟเย็น เพิ่มพลัง

ลาเต้เย็นใส่ไข่มุก เมนูแนะนำของที่นี่

ถ้ามองออกจากหน้าต่างร้านจะเห็นวิวแบบนี้เลย ชาวเมืองเกาสงมาเดินพักผ่อนที่สวนสาธารณะริมบึงยามเย็น บ้างก็จูงสุนัขมาเดิน บ้างก็พาลูกเล็กนั่งรถเข็นออกมารับลมและแสงแดด บรรยากาศร่มรื่น เย็นสบาย

เดินต่อกันมาที่วัดจั่วอิ้งหยวนตี้ Yuandi Temple  เป็นที่ประดิษฐานของรูปปั้นเทพเจ้าเสวียนอู่ขนาดใหญ่ กลางบึงน้ำ

วัดนี้เป็นวัดตั้งแต่สมัยราชวงศ์หมิง ผู้คนนิยมมาขอพรปัดเป่าสิ่งไม่ดี และโรคภัยออกไป ให้ชีวิตมีแต่สิ่งดีๆ

ระหว่างทางเดินไปศาลากลางน้ำจะมีเทพชายหญิง ขี่สัตว์หลากหลายชนิด และทรงอาวุธ ต่างๆ กันไป เรียงรายอยู่ตลอดทาง

เริ่มจะค่ำ เราเรียก uber เพื่อไปต่อกันที่ Ruifeng Night Market เพราะเดินคงจะไม่ไหว ระยะทางค่อนข้างไกลพอสมควร

ที่ตลาดแห่งนี้จะแบ่งเป็นซอยๆ แต่ไม่ได้แยกประเภทเท่าไหร่ มีให้เลือกชมเลือกชิมทั้งอาหารหลากหลายชาติ ขนม ของทานเล่น เสื้อผ้าแฟชัน หรือร้านเล่นเกมส์ก็ยังมี ร้านอาหารที่นี่จะมีเก้าอี้ให้นั่งทานกันจริงจังเลย เป็นคนละฟีลกับตลาดกลางคืนแบบที่อยู่กลางถนน  (แต่ส่วนตัวแล้วเราชอบที่ตลาด Liouhe มากกว่านะ มันได้ฟีลเดินกิน street food มั่วๆ ไปตามถนนดี)

และแล้วเราก็เห็นป้าย ไก่ทอด Angel Fried Chicken  天使雞排 !! ที่เราอยากกินมากๆๆๆๆ  ที่แท้มีที่ตลาดแห่งนี้ด้วย! พวกเราเห็นป้ายชี้ไปทางซ้ายเลยคิดว่า ต้องเดินเข้าซอยนี้ไป จากนั้นก็ทำการเดินตามหาไก่ทอดเทวดากันอย่างตั้งอกตั้งใจ

ระหว่างทางก็ส่องร้านอื่นไปด้วย ร้านนี้ขายไดฟุกุ

ร้านนี้เป็นแนวของเสียบไม้ย่าง

มาสคอต ของร้าน อะไรสักอย่าง เต้นสุดพลังมาก แอบไปจับมือมาด้วยนะ

อันนี้เหมือนโรตี แบบจีน ?

ในที่สุดเราก็เจอร้านไก่ทอดเทวดา! ก็คืออยู่ใต้ป้ายที่เราเจอตอนแรกนั่นแหละ ติดถนนใหญ่เลย ถ้าไม่เดินเข้าซอยไปหาก็เจอแล้ว

พนักงาน ชุบแป้งไก่และทอดโชว์ตรงนั้นเลย

พวกเราต่อคิวไม่นานเลย ไม่ถึง 10 นาทีก็ได้ไก่ทอดเทวดาในตำนานมาครอบครอง!!!

ชิมแล้ว มีความ กรอบนอก นุ่มใน ร้อนๆ ควันฉุยๆ อร่อยมากๆ เป็นไก่ทอดที่อร่อยที่สุด แบบ บรรยายไม่ถูก ถ้าใครมาไต้หวันอยากจะให้หาโอกาสลอง Angel fried chicken กันให้ได้  รู้สึกว่าจะมีที่ Taichung ด้วยนะ

หลังจากฟินกับไก่ทอดแล้วเราก็อิ่มมากกกก จนไม่ได้ชิมอาหารอื่นๆ ในตลาด เลยเดินย่อยไปที่ห้างสรรพสินค้า Hanshin Arena ใกล้ๆ MRT Kaohsiung Arena ระหว่างทางก็เดินผ่านโรงเรียน และสนามกีฬา อากาศกำลังเย็นสบาย  เดินประมาณ 10 นาที ก็ถึงห้าง

ด้านหน้าห้างมีอีเวนต์สินค้าเด็ก

แวะมาแอบชมร้าน Din Tai Fong สาขาห้าง Hanshin Arena ตอนนี้อิ่มเกินไป แต่รอบหน้าที่มาเกาสง เล็งไว้แล้วแน่นอน ว่า น่าจะได้มาลอง ที่สาขานี้ เดินทางสะดวกดี

แม้จะอิ่มมากๆ แต่เราก็พ่ายแพ้ให้กับไอศกรีม Tokyo Milk Cheese Factory เมื่อก่อนกินที่ Emquartier บ่อย แต่ตอนนี้ที่ไทยไม่มีขายไอศกรีมแล้ว  พอเจอที่ไต้หวันเลยพุ่งเข้าไปสั่งเลย ชอบมากๆ อยากทานมากๆ

เดินเล่นชมของ gift shop และของทำมือต่างๆ

ดีไซน์มีเอกลักษณ์สุดๆ

ออกจากห้างฯ มา เดินย้อนกลับไปที่ MRT ก็ผ่านนักดนตรีเปิดหมวก เล่นเพลงญี่ปุ่น ใส่ชุดฮากามะ ผู้ชมที่ยืนชมอยู่และให้ทิปก็เป็นกลุ่มคนญี่ปุ่น จะว่าไป ระหว่างเดินอยู่ที่เกาสงนี่ได้ยินคนพูดภาษาญี่ปุ่นบ่อยเหมือนกัน น่าจะมีคนญี่ปุ่นมาทำงานที่เกาสงอยู่หลายบริษัท

ค่ำแล้ว แต่พวกเรายังมีภารกิจที่ยิ่งใหญ่ที่ต้องทำให้เสร็จก็คือ ใช้เงินใน ipass ที่ได้รางวัลคนละ 5000 NT ให้หมด! โดยต้องเหลือไว้ขึ้น MRT ไปสนามบินพรุ่งนี้นิดหน่อย

แผนของเราก็คือ ลองไปซื้อรองเท้าที่ ABC mart ดู เมื่อตอนเดือนมกรา 2024 ลูกพี่ลูกน้องเราใช้ ipass ที่ได้รางวัล ซื้อรองเท้าที่ ABC mart ซีเหมินติงได้ เราเลยไปลองที่เกาสงบ้าง  ก็พบว่า มีร้านอยู่ที่ E SKY MALL แต่ปรากฏว่า ipass รุ่นที่เราได้มาอาจจะเป็นรุ่นใหม่ ใช้ไม่ได้ หรือด้วยสาเหตุอะไรก็ไม่แน่ใจ แต่เราก็ได้รองเท้า kangaroo มาจาก ABC mart สาขานี้อยู่ดี ใส่นิ่มสบายมากๆ

พอใช้กับรองเท้าไม่ได้เลยเปลี่ยนแผน ไปเข้า cosmed ที่ตลาด Liouhe ใกล้โรงแรม ปรากฏว่าสาขานี้มีของที่ต้องการเยอะกว่าที่ซื้อเมื่อวานแถว pier-2 อีก เลยได้ใช้มูลค่าบัตรที่เหลือซื้อสกินแคร์ และขนมของฝาก จนเรียกได้ว่า พรุ่งนี้ต้องถือถุงแยก กระเป๋ายัดไม่หมด แน่นอน

ได้ของฝาก ได้เคลียร์มูลค่าบัตรแล้ว ก็เดินกลับโรงแรม inns hotel ไปเตรียมจัดกระเป๋า เตรียมตัวกลับ กรุงเทพฯ ในวันพรุ่งนี้  วันนี้เป็นวันที่ตั้งใจว่าจะเที่ยวชิลๆ ก่อนกลับ แต่กลายเป็นว่า เดินเยอะมากๆ ยิ่งกว่าวันอื่นเลยล่ะ

steps 18,702