March 2024
Day 6 – 25th Monday
เช้าวันนี้เราต้องตื่นเช้าเป็นพิเศษ เพื่อเตรียมเดินทางไกล ขึ้นเขาที่สูงกว่าดอยอินทนนท์


6.30 น. เวลาไต้หวัน ก็คือ ตีห้าครึ่งเวลาไทย พวกเรารีบไปทานข้าวเช้าตั้งแต่ 7 โมง แล้วเช็คเอาท์ ออกไปรอขึ้นรถไฟ TRA รอบ 8.08 หมายเลข 3167 เพื่อไปยังสถานี TRA Xinwuri แล้วเดินผ่านทางเชื่อมไปยังสถานี HSR ไถจง เราทำเวลากันกำลังดี รถไฟจะมาถึงก่อนเวลา 5-10 นาที แล้วออกตอน 8.08 น. คือถ้าไม่เผื่อเวลา อาจจะต้องยืน หรือแย่กว่านั้นคืออาจจะตกรถไปเลย เรารอขึ้นรถไฟ HSR เพื่อเดินทางไป สถานี HSR Chiayi ในรอบ 8.48 ใช้เวลา 25 นาทีก็มาถึงที่ Chiayi แล้ว



เราซื้อทัวร์สำหรับเดินทางขึ้นไปยัง Alishan กับทาง Lion Travel เนื่องจากไม่อยากไปรอรถบัสสาย 7329 ตามคิว แต่จองตั๋วที่นั่งก่อนไม่ได้ (เพราะในเครื่อง famiport โควตาเต็มแล้ววันก่อน) กลัวว่าคิวจะเต็มช่วงเทศกาลซากุระแล้วต้องเลื่อนเวลาไปรอบถัดๆ ไป
เรามาถึง HSR Chiayi ในเวลา 9.13 แต่ทัวร์ เขานัดรวมตัวกันตอน 9.25 เลยต้องรีบหาจุดนัดพบให้เจอโดยเร็ว ปรากฏว่าสถานีไม่ใหญ่มาก เราหาจุดนัดพบ (ทางออก 2 ใกล้ร้านมอสเบอร์เกอร์) กันเร็วมาก ก่อนเวลานัด


รถของทางทัวร์เป็นรถทัวร์คันใหญ่ นั่งสบายมากๆ ไกด์พูดภาษาอังกฤษได้สำเนียงดีมาก ระหว่างทางเขาก็บรรยายประวัติความเป็นมาของอาลีซานและมณฑลเจียอี้ บริเวณนี้เป็นโซนที่เมื่อก่อนตัดไม้ซุงจากบนเขาและลำเลียงลงมาทางรถไฟ ซึ่งทางรถไฟนี้มีอายุ 100 กว่าปีแล้ว โดยรถไฟต้องวิ่งจากจุดที่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 30 เมตร ขึ้นไปถึง 2,000 เมตร กินเวลาหลายชั่วโมง ซึ่งในขณะนี้เราไม่สามารถขึ้นรถไฟสายนี้ไปสุดถึงบนอาลีซานได้ ต้องไปนั่งรถบัสต่อ เพราะเส้นทางปิดปรับปรุงอยู่ รอบนี้เราเลยเลือกที่จะนั่งรถบัสมาจากต้นทางเลยแทนที่จะนั่งรถไฟขึ้นเขา
(อัพเดต: ตั้งแต่ช่วงกลางปี 2024 เส้นทางรถไฟได้กลับมาเปิดใช้งานตามปกติแล้ว จะมีปิดซ่อมบ้างหากเจอพายุ สามารถดูรายละเอียดและจองตั๋วรถไฟได้ ที่นี่ โดยการเดินทางด้วยรถไฟจะใช้เวลานานกว่ารถบัส)

อุทยานแห่งชาติอาลีซานเป็นโซนเทือกเขาที่ครอบคลุมพื้นที่กว่า 8,750 ไร่ในมณฑลเจียอี้ ภูเขาในโซนอาลีซานนี้เป็นภูเขาที่ยื่นต่อมาจากทางด้านตะวันตกของภูเขาอวี้ซัน Yushan (Jade Mountain) ระดับความสูงจากน้ำทะเล 2,000 – 2,700 เมตร


เดินทางกันมาได้ประมาณ 1 ชม. ผ่านทิวเขาสูงชันและต้นซากุระ เราก็มาพักกันที่ Eryanping Trail ซึ่งเป็นบริเวณไร่ชา สามารถนั่งพักจิบชาในร้าน ชิลๆ หรือจะเดินไปชมวิวก็ได้ เขาว่ากันว่าชาอู่หลงที่รสชาติดีที่สุดในไต้หวันอยู่ที่อาลีซาน

พวกเราเลือกที่จะลองไป trail 15 นาทีที่เขาแนะนำแต่พวกเราพลาดตรงที่ มันเป็นทางแบบ ขึ้นบันไดยาวๆๆๆ แต่ไม้ปีนเขาได้ถูกเก็บเข้ากระเป๋าเดินทางไปแล้ว.. (ไม่รู้นี่นาว่าจะต้องขึ้นเขาอีก!) ขาที่ยังปวดและเมื่อยล้าจากการขึ้นเขาที่ Yangmingshan วันก่อน ผนวกกับอากาศที่ค่อนข้างร้อน และไม่มีไม้ trek ทำให้ กว่าจะเดินขึ้นไปถึงโซนที่ชมวิวไร่ชาได้ก็เหนื่อยอยู่เหมือนกัน (แถมวันนี้เราแบกกล้องกันมาด้วย) วิวด้านบนสวยคล้ายดอยแม่สลอง ถ้ามาเวลาเช้าหรือเย็นถูกฤดูกาลเห็นว่าจะมีทะเลหมอกสวยมาก (รู้สึกว่ามีคนมาช่วงมกราคม ตอนเที่ยงๆ ก็เห็นทะเลหมอกอยู่นะ)



หลังจากแวะพักที่ Eryanping 1 ชม. รถทัวร์ก็พาเราขึ้นเขากันต่อ ผ่านไร่ชาและชุมชนบ้านคน และทิวเขา ตลอดทาง เราหลับๆ ตื่นๆ เพราะทานยาแก้เมารถไป ซึ่งใช้เวลาอีกประมาณ 1 ชม. ก็มาถึงยังอุทยานแห่งชาติอาลีซานแล้ว
ทิวทัศน์ป่าสนพันปี และดอกซากุระเรียงรายแน่นหน้าทางเข้า ทำให้หายง่วงเลยทีเดียว

รถทัวร์ของ Lion Travel ผ่านประตูด่านทางเข้า ไปส่งเราที่ด้านใน โดยมีเจ้าหน้าที่ขึ้นรถมาแสกน QR code ที่เราได้มาในอีเมลตอนจองทัวร์ เพื่อใช้เป็นตั๋วเข้าอุทยาน (รวมไปกับค่าทัวร์แล้ว) ถ้าใครเดินทางมากับรถสาธารณะ สามารถใช้ตั๋วโชว์ให้เจ้าหน้าที่ดูได้ จะได้ลดค่าเข้าอุทยาน 50% นะ

เรามาถึงในอุทยานกันเวลาประมาณ 12.40 แต่วันนี้คนขับรถของที่พักลางานพอดี เราเลยต้องลากกระเป๋าไปที่พักกันเอง ถ้าใครจะมาเที่ยวอาลีซาน เราขอแนะนำว่า ให้ฝากกระเป๋าใหญ่ไว้ที่สถานีเจียอี้ แล้วเอากระเป๋าเล็กหรือเป้มาจะดีกว่า เพราะในอุทยาน เขาจะแยกเป็นโซนๆ โซนโรงแรม โซนร้านอาหาร เป็นสัดส่วน แต่เนื่องจากเป็นโซนภูเขาการจะเดินไปแต่ละโซนก็ค่อนข้างจะต้องขึ้นลงเนิน หรือขึ้นลงบันไดเยอะหน่อย ถ้ามีกระเป่าใบใหญ่ก็ไม่ค่อยสะดวกนัก หรือถ้าใครพาผู้สูงอายุหรือมีรถเข็นมาด้วยก็อาจจะไม่ค่อยเหมาะกับการเดินทางไปจุดต่างๆ ภายในอาลีซาน


โซนที่เราพักถือว่าเป็นโซนที่อยู่ใกล้สถานีรถไฟหลักในอาลีซาน แต่ก็ต้องเดินประมาณ 10 นาที ตอนแรกว่าจะเอากระเป่าไปฝากไว้ก่อน แล้วไปหาข้าวกลางวันทาน โชคดีที่ที่พักให้เช็คอินก่อนได้ เราเลยนั่งพักกันแปบนึง ล้างหน้าล้างตา แล้วค่อยลงมาสำรวจบรรยากาศรอบๆ
เราพักกันที่ Chin Shan Villa เป็นอาคารอิฐ ที่ดูคลาสสิค บรรยากาศในห้องให้ฟีลเหมือนห้องนอนของตัวเอกในการ์ตูนจิบลิ ดูมีความเป็น western แบบวินเทจเบาๆ ที่พักบนอาลีซานส่วนมากจะมีอายุนานแล้วประมาณนึงทุกที่ และยังเต็มทุกที่ในช่วงฤดูซากุระแบบนี้ ตอนแรกเราเกือบจองห้องไม่ได้ ต้องเลื่อนวันในแพลนเที่ยวมา 1 วัน ถึงจองห้องนี้ได้สำเร็จ ในเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ที่พักแห่งนี้ไม่มีลิฟท์ และจำกัดเวลาใช้น้ำร้อน (ช่วง 9 โมง – 5 โมงเย็น ใช้น้ำร้อนไม่ได้) คาดว่าจะเป็นกฏของที่พักบนอาลีซาน

ที่พักเสนอทัวร์ดูดาว และดูพระอาทิตย์ตกให้เรา รวมถึงอาหารเย็นหม้อไฟกับทางร้านที่โรงแรมดีลไว้ แต่เราไม่ได้ใช้บริการเพราะช่วงนั้นเป็นคืนเดือนหงายน่าจะไม่ค่อยเห็นดาว และกลัวทำเวลาไม่ทันทัวร์พระอาทิตย์ตก ส่วนร้านอาหารคิดว่าลองเลือกดูเองน่าจะสนุกกว่า

โซนร้านอาหารมีทั้งโซนร้านใหญ่ๆ และโซนที่ดูเหมือนฟู้ดคอร์ทเล็กๆ ดูเหมือนว่าเวลาประมาณบ่ายโมงร้านอาหารจะปิดกันหลายร้านเลย ไม่ก็ของหมด สุดท้ายเราได้ไปทานข้าวกลางวันกันที่โซนที่เหมือนฟู้ดคอร์ท ซึ่งเราก็เล็งไว้แต่แรกนั่นแหละ

เราสั่งเป็นหรูโร่วฟ่าน (ข้าวหมูพะโล้), ข้าวหน้าไก่ และซุปดอกไม้จีน สิ่งที่เกินคาดคือซุปดอกไม้จีนอร่อยมากกกกกก ผักอร่อยสุดๆ ไม่รู้ปรุงยังไงถึงได้รสชาติแบบนี้ ข้าวมื้อนี้ไม่แพงเลย จานละประมาณ 60NT รวมแล้วมื้อนี้ประมาณ 190NT/2 คน เท่านั้น


พอทานข้าวเสร็จ เราก็รีบไปหากาแฟ เพราะวันนี้ยังไม่ได้ทานกาแฟเลย (กลัวนั่งรถนานแล้วเข้าห้องน้ำไม่สะดวก) กาแฟ 7-11 ของไต้หวันนี่อร่อยนะ มาช่วงนี้แก้วเป็นลายดอกซากุระด้วย


สถานีรถไฟบนอุทยานแห่งชาติอาลีซานเปิดขายตั๋วถึงเวลา 16.30น. เราเลยรีบไปซื้อตั๋วรถไฟสำหรับขึ้นเขาไปดูพระอาทิตย์ขึ้นพรุ่งนี้เช้าก่อนล่วงหน้า พรุ่งนี้จะได้ไปต่อคิวขึ้นรถไฟรอบแรกเลย ไม่ต้องรอห้องขายตั๋วเปิดเดี๋ยวจะไม่ทันรถ พอได้ตั๋วของพรุ่งนี้เช้ามาแล้วก็ซื้อตั๋วจากสถานี Alishan ไปสถานี Chaoping (เจ่าผิง) กัน



พอไปถึงสถานี Chaoping ก็ได้พบกับ Chaoping park trail of cherry blossom เส้นทางสายซากุระ เป็นโซนที่มีซากุระปลูกเรียงราย ต้นอาจจะไม่ได้ใหญ่ อายุ 100 ปี+ เหมือนที่ญี่ปุ่น แต่นับว่าสวยทีเดียว ใกล้ๆ กันคือเส้นทางแห่งบทกวี จะมีบทกวีต่างๆ สลักเกี่ยวกับอาลีซาน บนหิน บนไม้ หรือบนกระจก โดยกวีที่ยิ่งใหญ่หลายท่าน



เราเดินจากสถานี Chaoping มุ่งไปสู่สถานี Sacred Tree ใช้เวลาเดินประมาณ 50 นาที โดยเส้นทางนี้จะผ่านป่าสนโบราณพันปี, บึงน้ำสองพี่น้อง sisters’ pond, สวนแมกโนเลีย magnolia garden และ วัด Shouzhen เมื่อไปถึงสถานี Sacred Tree จะนั่งรถไฟกลับสถานี Alishan ก็ได้ (แต่ต้องก่อน 4 โมงครึ่ง) แต่ถ้าเวลาไม่ทันก็สามารถนั่งรถบัส หรือเดินกลับมาได้เช่นกัน

พวกเราเดินตามเส้นทางจาก Chaoping ผ่านโรงแรม Alishan Gou แล้วเข้ามาในบริเวณป่าสน ทางเดินเป็นบันไดทอดยาวลงเขาสลับกับทางราบ เดินง่าย กลิ่นสนฮิโนกิพันปี และสนแดง หอมแตะจมูก ส่วนมากเวลาคนมาเที่ยว Alishan เราจะเห็นภาพหมอกลงจัด แต่วันที่่เรามาเป็นวันอากาศโปร่ง ฟ้าใส จึงได้เห็นป่าสนโบราณแบบชัดๆ บางมุมจะเห็นแสงอาทิตย์ลอดผ่านลงมาเป็นเส้นๆ เป็นประกายล้อไปกับใบสน

ระหว่างทางมีเสียงสัตว์ป่า ทั้งนกหัวขวาน ที่กำลังเจาะไม้ เห็นลิงป่าอยู่ไกลๆ รวมถึงกระรอกท้องแดง อยู่ประปราย


ทางเดินทอดไปสู่ sisters’ pond ระหว่างทางจะมีตอไม้ยักษ์ให้แวะถ่ายภาพเป็นระยะ พวกเราปล่อยแกงค์อาม่าถ่ายรูปกันไปก่อนแล้วรีบเดินหนีล่วงหน้าไปก่อน แต่แกงค์อาม่าแข็งแกร่งมาก เดินไปซักพักจะได้ยินเสียงอาม่าไล่หลังตามมาเป็นระยะตลอดทาง นับว่าแข็งแรงเดินเก่งกันมากๆ



เมื่อเดินมาถึงสวนแมกโนเลีย ต้นแมกโนเลียกำลังออกดอกบานสะพรั่ง ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ ช่อดอกดูอ่อนช้อยสง่างาม


ถัดจากสวนแมกโนเลียไม่ไกลก็มาถึงวัด โซ่วเจิ้น Shouzhen ซึ่งตัวอาคารหลักกำลังรีโนเวทอยู่พอดี แต่สามารถเข้าไปไหว้ขอพรได้ บริเวณนี้จะมีอาหารขาย และมีห้องน้ำให้ใช้บริการ อีกทั้งยังเป็นจุดซื้อตั๋วรถบัส สามารถนั่งกลับไปที่โซน Alishan station ได้ แต่ช่วงเวลาทีรถให้บริการจะแตกต่างกันไปในแต่ละเดือน ต้องเช็คที่จุดขายตั๋วอีกที จุดนี้ยังใกล้สถานีรถไฟ Shenmu station อีกด้วย



แวะทานเสบียงที่พกมา (ถั่ว และ เจลลี่ดูด) ไหว้พระขอพร กันแล้วก็ออกเดินกันต่อ อากาศค่อยๆ เย็นลง ประมาณ 19 องศา ต้น Calla Lily ป่าขึ้นอยู่ประปรายในหุบเขาที่โคนต้นสน แกงค์อาม่ายังคงอยู่กับเรา แต่พวกเขาแยกเดินไปอีกทาง พวกเราเดินผ่านสะพานทรงเรือ ที่อยู่ใกล้ๆ กับสะพานโค้งเซียงหลิน เดินขึ้นบันไดเลาะไปตามเส้นทางในป่าเขียวขจีที่มีดอกไม้ป่า และดอก Dandelion ขึ้นอยู่รายทาง สลับกับป่าสนและซากุระต้นเล็กๆ




เดินกันมาไม่นานก็ถึง Sacred tree อายุกว่า 2,000 ปี และ ต้นไม้ร่วมสามรุ่นเติบโตบนรากต้นเดียวกัน เก่าแก่ ต้นรุ่นแรกอายุกว่า 1,500 ปี พอตายแล้วรุ่น 2 รุ่น 3 ก็เกิดต่อๆ กันมา ใกล้ๆ กันก็มี Elephant trunk tree ที่ซากต้นไม้ที่มีรูปร่างคล้ายช้าง



จากนั้นเราก็ไปชมราชาซากุระ เวลาที่เราไปยังไม่ใช่ช่วงบานเต็มที่ แต่ต้นอื่นๆ ในบริเวณรอบๆ กำลังออกดอกบานสวยกำลังดี


ถัดจากโซนนี้ไปเป็นเส้นทางเดินกลับ Alishan Station พระอาทิตย์กำลังค่อยๆ คล้อยลงต่ำ แสงสาดสวยเป็นสีทองทอดลงจากยอดไม้สู่พื้นถนน

ระหว่างทางเดินกลับเราแวะถ่ายตุ๊กตากับทุ่งดอกไม้เล็กๆ เห็นเงาไหวๆ เงยหน้ามาก็พบกับแมวอ้วนสีส้มขนนุ่มฟู เจ้าแมวเดินอย่างมาดมั่น ไม่สนใจว่าคนจะเรียก หรือนักท่องเที่ยวกี่คนจะอยากรุมถ่ายรูป แล้วก็เดินนำหน้าเราไปอย่างเท่ห์ๆ ไม่ว่าจะคนจีนคนไต้หวันหรือฝรั่งชาติไหนก็ต้องรุมถ่ายท่านแมว ก่อนจะถึงสะพานเหล็กมีเวิ้งด้านล่างที่เป็นบ้านคน ท่านแมวเดินหายไปแถวนั้น แต่ก็ปรากฏตัวมาอีกทีอยู่หน้าเราอีกแล้ว สมเป็นเจ้าถิ่นจริงๆ


ในชีวิตนี้ชมวิวพระอาทิตย์ตกมาหลายที่ แต่ไม่มีที่ไหนเหมือนภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้า เทือกเขาใหญ่โต สุดลูกหูลูกตา กำลังถูกเมฆก้อนมหึมาขนาดใหญ่เท่าภูเขากลืนกินช้าๆ แสงสีทองของพระอาทิตย์ที่กำลังลับขอบฟ้าปรากฏให้เห็นผ่านกลีบเมฆอยู่รำไร เราและนักท่องเที่ยวจำนวนหนึ่งยืนตะลึงกับทัศนียภาพตรงหน้า ที่จุดชมวิว ไม่ว่าจะถ่ายภาพนิ่งหรือวิดิโอ ทำยังไงก็ไม่สามารถบันทึกความยิ่งใหญ่และสวยงามได้เท่าของจริงได้

ภูเขาเมฆ เคลื่อนตัวช้าๆ ไปทีละลูก จนแสงอาทิตย์ลับหายไป บรรยากาศมืดลงเร็วมาก พร้อมกับอากาศที่เย็นลงเรื่อยๆ พวกเราเดินมาจนถึงโซนร้านอาหารใกล้ที่พัก และโซน 7-11 ในเวลานี้ทุกคนก็คงจะเพิ่งเดินกลับมาถึงและชมพระอาทิตย์ตกมาเหมือนกัน เลยพร้อมใจกันมาต่อคิวหน้าร้านอาหารจนคิวยาว



ร้านอาหารบางร้านก็ไม่มีคิวหรือไม่มีคนนั่งอยู่เลย แต่ไม่รับลูกค้าเพิ่ม คาดว่าน่าจะเป็นร้านที่ลูกค้าโรงแรมจองไว้แล้ว (แต่เราไม่ได้จอง) ในเวลานี้รู้สึกหิวกันมากๆ ร้านที่เล็งไว้เพราะคะแนนรีวิวใน google ดีก็เหมือนจะไม่สนใจรับคิวเราเท่าไหร่ เลยไปอีกร้านนึงใกล้ๆ ที่พูดภาษาอังกฤษได้ และรับคิวเรา จนในที่สุดก็ได้โต๊ะสำหรับ 2 คน ในชั้นใต้ดินของร้านนี้

พวกเราสั่งเป็นหม้อไฟรวม (stone hot pot) หม้อใหญ่มากกก อร่อยมาก ผักหวานสุดๆ ทุกวันนี้ยังคิดถึงรสชาติหม้อไฟนี้อยู่เลย แล้วยังมี ผัดผัก (mountain celery), ไก่แช่เหล้า crystal chicken, เต้าหู้ทอดสไตล์ฮากกา กินกัน 2 คน หมดด้วยแรงหิว ระหว่างที่ทาน ลุงพนักงานเสิร์ฟที่ใจดีมากๆ ก็คอยมาดูแล แวะมาส่องดูตลอด ว่าพวกเราโอเคกันมั้ย กินได้มั้ย แม้เขาจะพูดภาษาอังกฤษไม่ได้แต่ก็ดูแลพวกเราอย่างเต็มที่ (ตอนออกจากร้านลืมไม้ trek ลุงก็วิ่งมาตามอย่างเร็ว) ราคาอาหารมื้อนี้อยู่ที่ 1280 NT

อากาศน่าจะอยู่ที่ประมาณ 16 องศา ได้ทานหม้อไฟร้อนๆ บนภูเขานับว่าได้ฟีลสุดๆ พวกเราทักทายท่านแมวหน้าร้านอีกรายหนึ่ง ก่อนจะเดินกลับโรงแรม คืนนี้พวกเราเข้านอนกันเร็วมาก เพราะเมื่อเช้าตื่นเช้า และเช้าพรุ่งนี้จะต้องตื่นตี 3 ครึ่ง เพื่อขึ้นรถไฟไปดูพระอาทิตย์ขึ้น อันเป็นกิจกรรมไฮไลท์อีกอย่างสำหรับคนที่เดินทางมายังอาลีซาน
Steps: 10,659
