Day 3: Yangmingshan-Mt.Qixing หยางหมิงซาน ชมทุ่งดอกไม้คาลลาลิลลี่ ขึ้นเขาเจ็ดดารา ชมไอกำมะถันภูเขาไฟ (2nd time Taiwan)

Day 3 – 22nd Friday

ขึ้นเขาฝึกวิชาต้องขึ้นวันธรรมดา อย่าขึ้นเสาร์อาทิตย์ (เดี๋ยวคนจะเยอะ)

คิดได้แบบนี้ แถมยังออกมารอขึ้นรถ S9 ตั้งแต่ 8.30 แต่เราก็ยังต้องยืนบนรถบัสอยู่ดีจ้า

เช้าวันศุกร์ เป็นวันที่ทางโรงแรมแจ้งว่าจะมีกองถ่ายมาถ่ายละคร แต่ดูเหมือนเราจะออกมาเช้าไปเลยไม่ได้เห็นกองถ่ายเลย แต่ไม่เป็นไร เรารีบลงไปรอขึ้นรถบัสดีกว่า  แผนก็คือ จะไปถึงหยางหมิงซานประมาณ 9 โมงกว่า เผื่อว่าเช้าๆ คนจะได้น้อยหน่อย แต่ก็ตื่นเร็วกว่านี้ไม่ไหวแล้ว โดยเราจะไปเริ่มที่ Zhuzihu จู๋จื่อหู ก่อน เพื่อดูฟาร์ม Calla Lily แล้วไปขึ้นเขา trek ที่ Xiaoyoukeng โซนที่มีไอภูเขาไฟพวยพุ่งออกมา

เรารอรถบัส S9 ที่ป้าย Beitou Park ประมาณ 15 นาที  (ที่ป้ายจะมีป้ายไฟบอกตลอดว่ารถจะมาถึงในอีกกี่นาที) เมื่อรถมาแล้วก็ขับผ่านชุมชนเตรียมขึ้นเขา เรายืนกันได้พักนึงก็เริ่มได้นั่ง (แน่นอนว่าเรากินยาแก้เมารถเตรียมไว้แล้ว) ความงงของหยางหมิงซานคือจะมีป้ายรถเมล์ชื่อคล้ายๆ กันหลายอัน เช่น Yangming park, Yangming Visitor center, Yangmingshan ซึ่งคนที่อยากจะไปท่ารถบัสเพื่อต่อสาย 108 ไปวนบนหยางหมิงซานก็ให้ลงป้าย Yangmingshan แล้วเดินย้อนไปนิดนึง ส่วนพวกเราจะนั่งยาวไปลงที่ Zhuzihu เลย

หยางหมิงซาน ถ้าให้เปรียบเทียบก็อาจจะคล้ายๆ ดอยแม่สลอง  ก็คือเป็นโซนดอยที่มีหลายๆ ดอย และหลายๆ ชุมชน อยู่บนนั้น การเดินทางจะขับรถขึ้นไปเองก็ได้ หรือจะนั่งรถเมล์ก็มีหลายสายที่วิ่งบนดอย แต่ต้องดูว่าสายไหนไปเส้นไหน เพราะทั้งโซนคือใหญ่มากๆ  ปกติคนก็มักจะไปเริ่มที่ Flower Clock ที่เห็นมีซากุระบานสะพรั่งอยู่หลายต้น, เส้นทางเดิน Trail ชื่อ Erziping, ทุ่งหญ้า Qingtiangang ที่มีควายน่ารัก (?) ให้ดู, Lengshuikeng โซนแช่น้ำพุร้อน, Xiaoyoukeng และเส้นทาง trek ขึ้นยอดเขา Qixing ชมไอกำมะถันน้ำพุร้อน และอีกมากมาย  คือดอยแม่สลอง เอ้ย หยางหมิงซานเนี่ยใหญ่มากๆ ไปวันเดียวก็ใช้เวลาไม่หมด เหมาะสำหรับคนหลากหลายวัยและหลากหลายไลฟ์สไตล์ บางคนก็นั่งแทกซี่หรือขับรถขึ้นไปเอง แล้วไปชมแต่สวนดอกไม้ หรือทุ่งหญ้า หรือคาเฟ่ โซนมหาลัย  บางคนก็เป็นนักเดินเขาผู้เชี่ยวชาญ นั่งรถเมล์มาแล้วก็ลงไปเริ่มเดินจากเส้นทางย่อยๆ (ซึ่งมีเยอะมากให้เลือก) บางแกงค์ก็มากันเป็นหมู่คณะคุณป้า มาชมสวนดอกไม้แล้วกินข้าวเฉยๆ คือมีหลายกิจกรรมให้เลือกสรรจริงๆ

เรามาถึงโซนหุบเขา Zhuzihu  ซึ่งเป็นโซนที่มีฟาร์มดอกไม้หลายฟาร์ม คนนิยมมาเที่ยวช่วงฤดูใบไม้ผลิ ช่วงเวลาที่เราไปเป็นช่วงปลายมีนาคม ดอก Calla Lily บานแล้ว  ถ้าจะให้แนะนำก็คือ เดินตรงไปตามถนนต่อเลย แล้วทางขวามือจะมีทางเข้าไปชมฟาร์ม Calla Lily ใหญ่ๆ ที่แบคกราวด์เป็นนภูเขา เข้าฟรี แต่ทางเข้าจะลึกลับหน่อย อยู่ใกล้ๆ ร้านกาแฟทางขวามือ (อร่อยมากอย่างคาดไม่ถึง)

แต่ถ้าใครไปช่วงที่ดอก Hydrengea บานช่วงเดือนพฤษภาคมก็แนะนำให้ไปฟาร์มใหญ่ๆ ที่ป้ายใหญ่ๆ (แบบตะโกน)ทางซ้ายมือได้ แต่จะมีค่าเข้า ประมาณ 100-150  ให้เข้าไปชมดอกไม้ นั่งคาเฟ่ได้  (ช่วงที่เราไปดอกไฮเดรนเยียที่ฟาร์มนี้ยังไม่บาน ถ้าใครสนใจอาจจะเช็คข้อมูลกับช่วงเวลาก่อนได้)

ในเวิ้งเขานี้ก็จะมีดอกไม้ขาย (ทั้งแบบเฉพาะดอก หรือพร้อมกระถาง) หรือฟาร์มที่มีค่าเข้า ก็จะให้เด็ดดอกไม้ได้  ถ้าใครชอบดอกไม้ โซน Bamboo Lake แถว Zhuzihu  ก็เป็นอีกที่ในหยางหมิงซานที่น่าไปแวะเที่ยวชม

หลังจากนั้น เรานั่งรถเมล์กลับมาที่ป้าย Police Station ที่อยู่แถวๆ สามแยก ซึ่งรถหลายๆ สายจะต้องผ่าน เป็นจุดที่จะต้องมาต่อรถไปอีกเส้นทาง  เรานั่ง สาย 1717 ไปต่อกันที่ Xiaoyoukeng Visitor Center (แต่ใช้บัตร ipass ไม่ได้บนรถคันนี้ น่าจะต้องใช้ easy card)

พวกเราแวะทานมื้อกลางวัน(ที่พกมาเอง) เป็นข้าวปั้น กับถั่วต่างๆ และเจลลี่ดูด ที่ด้านนอก Visitor Center เพื่อเตรียมพร้อมกะขึ้นเขาเจ็ดดาว (Qixing)  บริเวณนี้มีไอกำมะถันขึ้นมา ตลอดแนวเขาขนาดใหญ่ ใครที่ไม่ได้อยากเดิน trail แต่อยากแวะมาถ่ายรูปเฉยๆ ก็มาลงรถเมล์ที่ป้ายนี้ได้  ระหว่างนั่งพักมีนักท่องเที่ยวชาวเวียดนามมาถามเส้นทาง พวกเราก็คุยกับเค้าว่าเมื่อมกราเพิ่งไปญาจางมาพอดี

เส้นทางที่เราจะ trek เริ่มจาก Xiaoyoukeng Visitor Center ไปยังยอดเขา Qixing และไปต่อที่ East Peak และลงไปที่ Lengshuikeng Visitor Center  / ดูแผนที่แล้ว แนวราบ อาจจะไม่กี่กิโล แต่แนวสูงนั้นค่อนข้างสูงเลย  รู้สึกว่าคนอื่นจะใช้เวลาเดินกันประมาณ 2-3 ชม. แต่พวกเราเดินไปถ่ายรูป ถ่ายวิดิโอไป พักไป ใช้เวลาประมาณ 4 ชม. เริ่ม 13.15 ลงมาถึง Lengshuikeng Visitor Center ประมาณ 17.20 

ยอดเขาเจ็ดดาวมีความสูงประมาณ 1,120m ถ้าขึ้นจากฝั่งนี้ก็จะเจอไอกำมะถันเรื่อยๆ ตลอดทาง มองย้อนกลับมาจะเห็นทะเลอยู่ไกลๆ  พวกเราขึ้นเขาสวนไปกับคนไต้หวันที่พาลูกตัวเล็กๆ มาฝึกเดินเขาตั้งแต่ยังเด็ก หลายครั้งที่เราหลีกทางให้คุณลุงคุณป้าที่แข็งแรงมากแซงขึ้นไปก่อน รอบนี้ร่างกายพวกเราฟิตกว่าตอนที่ไปปี๋โถวเจี่ยวปีที่แล้ว แต่ก็แวะพักเวลาอัตราการเต้นหัวใจเริ่มจะสูง เป็นครั้งคราว

อากาศ 19 องศาบนเขาก็จริง แต่แดดร้อนแบบแผดเผาสุดๆ (อาจจะดีกว่าฝนตกนะ..) เสื้อคลุมที่เตรียมมาต้องเอาผูกเอวไว้ก่อน ช่วงทางขึ้นจะผ่านป่าไผ่อยู่หลายครั้ง ได้ร่มเงามาช่วยเป็นครั้งคราว สิ่งที่เราชอบมากๆ ในการเดิน trail ของประเทศแถบนี้คือ เสียงลมพัดยอดไผ่ น่าฟังมากๆ แล้วเวลาหยุดดูต้นไม้ใบหญ้ารอบๆ ก็เป็นทัศนียภาพที่งดงามเสมอ

เวลาเรามองขึ้นไป จะเห็นยอดเขาและบันไดที่สุดสายตา แล้วพอเดินต่อไป ก็เห็นยอดถัดไป ที่อีกสุดสายตา สูงขึ้นไปเรื่อยๆ เสมอ  ไอกำมะถันค่อยๆ มีให้เห็นน้อยลงเมื่อไต่สูงขึ้นไปเรื่อยๆ เส้นทางสูงต่ำลดหลั่นพอให้ย่ามใจว่า ถึงทางลงแล้ว แต่ก็เป็นทางลงหลอกๆ เป็นแอ่งสวยๆ เพื่อให้เตรียมตัวขึ้นไปยังจุดถัดไปที่สูงขึ้นเรื่อยๆ เสมอๆ

สิ่งที่สำคัญก็คือ ต้องพยายามก้าวเหยียบให้มั่นคง ไม่เหยียบผิดแล้วลื่นไถลลงมา ณ จุดนี้เลยรู้สึกว่าใช้จิต และ สติ หนักกว่าร่างกาย มิน่าเขาถึงใช้คำว่า ขึ้นเขาฝึกวิชา มันได้สมาธิ อาณาปาณสติ จริงๆ (ไม่รู้คนอื่นเป็นไหม)

เราขึ้นไปถึงยอดเขาเจ็ดดาว Qixing แล้วพักกินขนมกินน้ำเติมพลังกัน ตอนนั้นน่าจะประมาณ 3 โมงกว่า อากาศไม่ค่อยร้อนเท่าไหร่แล้ว  เราเดินกันต่อไปถึง East Peak (มีหนุ่มสาวชาวไต้หวันแต่งตัวเหมือนเดินห้าง ขึ้นมานั่งเดทกันแบบชิวๆ บนนี้ด้วย เหมือนการขึ้นเขาเป็นเรื่องปกติธรรมดาสุดๆ)

เวลาเดินลงถ้าชันหน่อย หรือเป็นโซนที่บันไดไม่สม่ำเสมอกัน ต้องคอยหันตะแคงๆ ลง เพื่อไม่ให้เข่ารับน้ำหนักมากเกินไป  ถึงช่วงนี้ขาเริ่มสั่นนิดหน่อยละ เพราะเกร็งเยอะ  โซนที่ลงเขามานี่ก็วิวสวยมากๆ เป็นทุ่งหญ้าบนเขาสูงสลับซับซ้อน มีคุณลุงหลายคนเดินแซงเราไป และเปิดเพลงของเติ้งลี่จวินประกอบการเดินไปด้วยเพลินๆ ถ้าเราไ้ด้ยินเสียงเพลงแสดงว่าเราเดินมาใกล้คุณลุงมากขึ้นแล้ว 

เราเห็นศาลาจีนสีเขียว อยู่ไกลๆ เป็นจุดเล็กๆ แล้วก็ค่อยๆ ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนเราเดินมาจนถึงใต้ศาลานั้น ในขณะเดียวกัน พอหันไปมองด้านหลังก็เห็นยอดเขาที่เราเพิ่งจะลงมา สูงเหมือนตึกสูงๆ ชวนให้คิดว่า เมื่อกี๊เราอยู่บนนั้นมาเหรอวะ

การขึ้นเขาครั้งนี้ให้พลังแก่เรามาก ทำให้เห็นว่าร่างกายฟิตกว่าปีที่แล้วมากจริง  เราไม่ใช่คนที่ออกกำลังกายบ่อย แต่ก็สามารถพิชิตเขา Qixing กันมาได้โดยไม่ได้เหนื่อยมากเท่าเมื่อก่อนสมัยยังปวกเปียก  เป็นเรื่องน่าภูมิใจ

เราเห็นทุ่งหญ้า Qingtiangang อยู่ไกลๆ ในขณะที่เราเดินลงมา  ยังคงได้ยินเสียงเพลงจากมือถือของคุณลุงคนที่อยู่ด้านหน้าเป็นระยะ  ช่วงที่ใกล้สุดเส้นทางจะเริ่มเป็นทางบันไดไม้ คล้ายตอนสุดเส้นทางที่ปี๋โถวเจี่ยว เห็นกระรอก และนกคุ้ม  นกเล็กๆ ออกมาเริงร่ากันตามแนวป่า

วินาทีที่ลงมาถึง Lengshuikeng รู้สึกดีใจมากก (และหิวมาก) ณ ตอนนั้นเรากินน้ำและเสบียงพกพาหมดแล้ว  อีกไม่นานพระอาทิตย์จะตก ที่ไต้หวันปลายเดือนมีนาคมประมาณ 18.05 พระอาทิตย์ก็ตกและเริ่มมืดแล้ว (มืดเร็วกว่าไทย) พวกเราลงมาจากเขาช้ากว่าเวลาที่คาดไว้ จึงต้องรีบกลับก่อนรถจะหมด ไม่ได้แวะไปทุ่งหญ้า Qingtiangang ตามแผนแรก

พวกเรานั่งรถสาย 108 ไปลงที่ป้าย Yangming Shan  เดชะบุญ แถวป้ายมี 7-11 เราแวะซื้อน้ำ และมองหาป้ายที่สาย S9 วิ่ง เพราะจำได้ว่าเมื่อเช้ามันจอดป้ายนี้ด้วย ขณะที่กำลัง งงๆ กันอยู่ เพราะป้ายฝั่งรถวิ่งลงเขา ไม่มีเลข S9 เขียนไว้ที่ป้ายรถเมล์ ก็มีผู้หญิงไต้หวันใจดีมาคุยกับพวกเรา อยากจะช่วย เขาบอกว่าถ้าเป็น S9 ต้องไปขึ้นที่ป้ายเดิมฝั่งโน้นทั้งตอนขึ้นเขาและลงเขาเลย พวกเราจึงรอด ได้ลงเขา กลับมาที่ Xinbeitou ด้วยประการ ฉะนี้

ข้าวเย็นวันนี้ค่อนข้างพิเศษ (เพราะหิวมาก) เราไปทานราเม็งกันอีกแล้วแต่เปลี่ยนร้าน เป็นร้านที่ใกล้สถานี MRT และป้ายรถบัส ชื่อร้าน Manlai Hot Spring Ramen (滿來溫泉拉麵 / หมั่นไหลเวินเฉวี่ยนลาเมี่ยน) ร้านนี้ใหญ่กว่าร้านเมื่อวาน (แต่ห้ามถ่ายรูปเหมือนกัน ถ่ายอาหารได้)

ราเมงเผ็ดและกระดูกหมูทอดอร่อยมากกก เรายังคงไม่ลืมที่จะสั่งไข่ออนเซ็น ภายในร้านเปิดเพลงญี่ปุ่นยุค 80’s ได้อารมณ์สุดๆ

ก่อนกลับที่พักไปแช่ออนเซ็นให้สมกับที่ขึ้นเขามาทั้งวัน เราแวะไปตุนเสบียงสำหรับเช้าวันพรุ่งนี้ เพราะไม่อยากจะออกมาหาข้าวเช้ากิน กะว่าตื่นสายๆ ไปเลย นอนให้สุด  / เราแวะร้าน Fucun Coffee ที่อยู่ในคาร์ฟูร์ เพื่อเตรียม Espresso Shot ไปชงกินเช้าวันพรุ่งนี้  พบว่าเป็นกาแฟที่อร่อยสมคำร่ำลือจริงๆ

Steps: 9,142